คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1688/2523
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การที่จำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดีในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง และมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ถือว่าจำเลยสละสิทธิในการยกประเด็นนั้นขึ้นฎีกา เว้นแต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
* การพิพากษาให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี แม้จะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมาย แต่ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ และไม่เกินกว่าที่โจทก์ขอมาในคำฟ้อง ถือว่าไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ
ย่อคำพิพากษา
ข้อที่ว่า ตามสำเนาสัญญากู้ท้ายฟ้อง ไม่มีวันเดือนปีที่ทำสัญญาดังที่โจทก์บรรรยายในฟ้อง จะรับฟังว่า โจทก์มีหลักฐานเป็นหนังสือไม่ได้นั้น จำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดีไว้ และไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งไม่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีการับวินิจฉัยให้ไม่ได้
ตามสัญญากู้ไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ เพียงแต่กำหนดไว้ว่าผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยผู้ให้กู้ทุกเดือน โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ร้อยละ 15 ต่อปี ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ
จำเลยฎีกาว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความแล้ว แต่ปรากฏว่าเมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยก็มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ประเด็นข้อนี้จึงยุติไปแล้ว จำเลยจะหยิบยกขึ้นฎีกาอีกได้ไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กู้เงินโจทก์ไป ๔๐,๐๐๐ บาท เมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๐๙ สัญญาจะให้ดอกเบี้ยชั่งละ ๑ บาทต่อเดือน ครบกำหนดชำระแล้ว จำเลยไม่ชำระจึงขอให้จำเลยชำระเงินต้น ๔๐,๐๐๐ บาท กับดอกเบี้ยที่ค้างถึงวันฟ้องอีก ๑๒,๘๐๐ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากเงินต้น ๔๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป
จำเลยให้การว่าไม่ได้กู้และไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ที่โจทก์ฟ้อง แต่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ จำเลยเคยกู้เงินโจทก์ ๔๐,๐๐๐ บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี และจำเลยได้ชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ให้โจทก์ไปครบถ้วนแล้ว
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยได้กู้เงินโจทก์ไปตามฟ้องจริง แต่มิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ในสัญญากู้ เพียงแต่กำหนดไว้ว่าผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ทุกเดือนไป จึงพิพากษาให้จำเลยใช้เงินต้นและดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีแต่โจทก์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ไปเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๐๙ แต่ตามสำเนาสัญญากู้ฟ้องไม่ปรากฏว่ามีวันเดือนปี ที่ทำสัญญากู้ จึงรับฟังว่าโจทก์หลักฐานการกู้เป็นหนังสือไม่ได้ ศาลฎีกาเห็นว่าข้อนี้จำเลยมิได้ต่อสู้คดีไว้ และไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ ทั้งไม่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีการับวินิจฉัยให้ไม่ได้
จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อไป ตามคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ร้อยละ เจ็ดครึ่งต่อปี จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ศาลฎีกาเห็นว่า ดอกเบี้ยเกิดขึ้นจากสัญญา และจะต้องระบุอัตราว่าจะเสียดอกเบี้ยกันอย่างไร ทั้งนี้ ต้องไม่เกินร้อยละ ๑๕ ต่อปี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๔ แต่ปรากฏว่าสัญญากู้รายนี้ ไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ เพียงแต่กำหนดไว้ว่าผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ทุกเดือนไป ซึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗ บัญญัติไว้ว่าให้ใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ เจ็ดครึ่งต่อปี ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จึงเป็นการชอบแล้ว ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ
จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า ประเด็นข้อนี้ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความแล้วแต่ประการใด ประเด็นข้อนี้จึงยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยจะหยิบยกขึ้นฎีกาอีกหาได้ไม่
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1688/2523
นางสละ บุญธรรม โจทก์
นายทองเหมาะ บริสุทธิ์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางสละ บุญธรรม · จำเลย - นายทองเหมาะ บริสุทธิ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชุบ วีระเวคิน · อัมพล สุวรรณภักดี · สมบูรณ์ บุญภินนท์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัด สุพรรณบุรี - นายกนก พรรณรักษา · ศาลอุทธรณ์ - นายจุนท์ จันทรวงศ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา