⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2641/2523

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2641/2523

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำชี้ขาดของคณะบุคคลเพื่อชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์เป็นที่สุด และคู่กรณีไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน เว้นแต่จะกล่าวอ้างว่าคำชี้ขาดนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยเหตุที่ฟังข้อเท็จจริงหรือใช้ดุลยพินิจโดยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนเพียงพอ หรือขัดแย้งต่อพยานหลักฐาน หรือมิได้เป็นไปโดยสุจริต

ย่อคำพิพากษา

ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งวรรคท้ายของมาตรานี้ ซึ่งบัญญัติไว้ว่าจะดำเนินการในศาลแรงงานได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้แล้ว พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 25 วรรคแรก ได้บัญญัติขั้นตอนและวิธีการให้ปฏิบัติจนกระทั่งมีคำวินิจฉัยชี้ขาดจากคณะบุคคลเพื่อชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานไว้แล้ว และวรรคสอง บัญญัติให้คำชี้ขาดของคณะบุคคลนั้นเป็นที่สุด ดังนี้ ฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างย่อมจะต้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดนั้น ไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์คัดค้านหรือดำเนินการในศาลแรงงานได้อีก เว้นเสียแต่ว่า โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าคำชี้ขาดนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งก็ต้องเป็นเรื่องฟังข้อเท็จจริงหรือใช้ดุลยพินิจโดยไม่มีพยานหลักฐานหรือมีเหตุผลสนับสนุนเพียงพอ หรือขัดแย้งต่อพยานหลักฐาน หรือมิได้เป็นไปโดยสุจริต เมื่อโจทก์มิได้กล่าวอ้างเช่นนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.8 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.25

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ มีหน้าที่ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานได้ทำคำชี้ขาดให้โจทก์จ่ายเงินค่าครองชีพ และจ่ายเงินโบนัสประจำปีเพิ่มขึ้นแก่สมาชิกสหภาพแรงงาน ลูกจ้างของโจทก์ คำชี้ขาดของจำเลยนั้นเกิดจากความประมาทเลินเล่อ มิได้สอบสวนข้อเท็จจริงให้รอบคอบ มิได้พิจารณาหลักฐานหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกำไรสุทธิ โดยฟังแต่เพียงงบดุล ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย ศาลแรงงานกลางพิจารณาคำฟ้องประกอบกับคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ จำเลย ปรากฏว่าคำชี้ขาดของจำเลยเป็นการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๒๕ ซึ่งบัญญัติให้เป็นที่สุด โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องมิได้ เว้นแต่จะปรากฏว่า จำเลยได้ใช้ดุลพินิจในการชี้ขาดนั้นโดยไม่สุจริต หรือชี้ขาดโดยขัดแย้งต่อพยานหลักฐาน แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้อ้างเช่นนั้น จึงไม่มีอำนาจนำคดีมาสู่ศาลพิพากษาฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ตามคำบรรยายฟ้องประกอบกับเอกสารซึ่งโจทก์ส่งศาลนั้น แสดงว่า สหภาพแรงงานคาวาซากิไทยได้เรียกร้องให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ได้มีการเจรจากันระหว่างสหภาพแรงงานฯ กับโจทก์ผู้เป็นนายจ้างแล้ว แต่ตกลงกันไม่ได้ จึงถือว่าได้มีข้อพิพาทแรงงานเกิดขึ้นตามมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ พนักงานประนอมข้อพิพาทได้ดำเนินการไกล่เกลี่ยแล้วก็ยังตกลงกันไม่ได้ พนักงานประนอมข้อพิพาทจึงส่งข้อพิพาทนี้ให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จำเลยเพื่อชี้ขาดโดยอาศัยมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ ประกอบกับประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องแต่งตั้งคณะบุคคลเพื่อชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน ลงวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๙ จำเลยได้พิจารณาและชี้ชาดแล้ว โจทก์ไม่พอใจคำชี้ขาดนั้น จึงฟ้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าว ที่โจทก์อ้างว่าศาลแรงงานจะต้องรับพิจารณาคดีนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ก็จริง แต่วรรคท้ายของมาตรา ๘ นั้นบัญญัติว่า "คดีตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน หรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์บัญญัติให้ร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้แล้ว" เมื่อการเรียกร้องให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เช่นกรณีแห่งคดีนี้ พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้บัญญัติขั้นตอนและวิธีการให้ปฏิบัติจนกระทั่งมีคำวินิจฉัยชี้ขาดจากจำเลย ซึ่งเป็นคณะบุคคลดังที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๕ แล้ว แต่เมื่อวรรคสองแห่งมาตรา ๒๕ บัญญัติว่า "คำชี้ขาดของคณะบุคคลนั้นให้เป็นที่สุด..." ฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างย่อมจะต้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดนั้น ไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์คัดค้านหรือดำเนินการในศาลแรงงานได้อีก จริงอยู่ที่โจทก์มีสิทธิฟ้องกล่าวหาว่าคำชี้ขาดนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ข้อที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นก็ต้องเป็นเรื่องฟังข้อเท็จจริงหรือใช้ดุลยพินิจโดยไม่มีพยานหลักฐานหรือมีเหตุผลสนับสนุนเพียงพอหรือขัดแย้งต่อพยานหลักฐาน หรือมิได้เป็นไปโดยสุจริต เมื่อคดีนี้โจทก์มิได้กล่าวอ้างเช่นนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และการอ้างว่าวินิจฉัยโดยไม่รอบคอบนั้นเป็นธรรมดาของผู้ที่มีความเห็นไม่ตรงกัน ส่วนที่ว่าฝ่าฝืนขัดแย้งต่อข้อเท็จจริงหรือหลักฐานนั้น โจทก์ก็เพิ่งยกขึ้นอ้างนอกเหนือ คำฟ้อง พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2641/2523 บริษัทคาวาซากิไทย จำกัด โจทก์ นายจำรูญ เจริญกุล กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทคาวาซากิไทย จำกัด · ล. - นายจำรูญ เจริญกุล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประทีป ชุ่มวัฒนะ · ขจร หะวานนท์ · สมบูรณ์ บุญภินนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายวิศิษฐ์ สีมานนท์ · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2894/2532ฎีกา 1968/2533ฎีกา 1941/2536ฎีกา 3555/2528ฎีกา 127/2531ฎีกา 2364/2524ฎีกา 336/2525ฎีกา 2093/2532ฎีกา 843/2527ฎีกา 1371/2536ฎีกา 2606-2616/2529ฎีกา 783/2550ฎีกา 1332/2543ฎีกา 3173/2536ฎีกา 158/2536ฎีกา 383/2530ฎีกา 3823/2531ฎีกา 1338/2531ฎีกา 3390/2529ฎีกา 1958/2548ฎีกา 1704/2531ฎีกา 3383/2536ฎีกา 180-181/2524ฎีกา 570/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา