⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 101/2524

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 101/2524

ป.อาญา ม.90, 91, 160 ฯลฯ · ป.วิ.อาญา ม.212

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดหลายบทที่เกิดจากการกระทำกรรมเดียว ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่กำหนดโทษหนักที่สุด.

ย่อคำพิพากษา

ตามระเบียบการตรวจวัดประทับตราอนุญาตชักลากไม้ และตามคำสั่งของป่าไม้เขตที่ให้จำเลยออกไปตรวจวัดประทับตราอนุญาตชักลากไม้ จำเลยจะต้องทำบัญชีอนุญาตชักลากไม้ด้วย ดังนั้น การที่จำเลยทำบัญชีอนุญาตชักลากไม้เป็นเท็จก็เพื่อให้การประทับตราอนุญาตชักลากไม้ไม่ถูกต้อง ตามระเบียบเสร็จสิ้นไปโดยบริบูรณ์ การทำบัญชีอนุญาตชักลากไม้เป็นเท็จกับการประทับตราอนุญาตชักลากไม้ไม่ถูกต้องตามระเบียบจึงเป็นกรรมเดียวกันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้ขั้นตอนที่จะต้องกระทำ จำเลยต้องประทับตราอนุญาตชักลากไม้ก่อนแล้วจึงทำบัญชีอนุญาตชักลากก็หาทำให้การกระทำของจำเลยเป็นสองกรรมต่างกันไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 160, 162 แต่ละกรรมเป็นความผิดตามมาตรา 157 ด้วย ให้ลงโทษตามมาตรา 157 ซึ่งเป็นบทหนักทั้งสองกระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี ข้อหาทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยฐานทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติด้วย ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยตามมาตรา 160, 162 เป็นความผิดกรรมเดียวกัน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 160, 162 และ 157 ให้ลงโทษตามมาตรา 157 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด จำคุก 10 ปี ดังนี้ ถือไม่ได้ว่าโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้น การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงเดียว 10 ปี เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.212 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.160 ประมวลกฎหมายอาญา ม.162

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.212 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.160 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน คือตัดฟันไม้หวงห้ามโดนไม่ได้รับอนุญาต ประทับตราอนุญาตชักลากไม้โดยมิชอบ ทำบัญชีขนาดจำนวนไม้เป็นเท็จ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ฯลฯ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗, ๑๖๐, ๑๖๒, ๙๑ และริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๖๐, ๑๖๒ แต่ละกรรมเป็นความผิดตามมาตรา ๑๕๗ ด้วย ให้ลงโทษตามมาตรา ๑๕๗ ซึ่งเป็นบทหนักทั้งสองกระทง จำคุกกระทงละ ๕ ปี รวมจำคุก ๑๐ ปี ริบของกลาง ข้อหานอกจากนี้ให้ยกฟ้อง โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การใช้รอยตราโดยมิชอบและการทำเอกสารเท็จของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวกัน พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๖๐, ๑๖๒ และ ๑๕๗ ให้ลงโทษตามมาตรา ๑๕๗ ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด จำคุก ๑๐ ปี โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังนี้ ที่โจทก์ฎีกาว่าการที่จำเลยประทับตราอนุญาตชักลากไม้กับการทำบัญชีอนุญาตชักลากเป็นการกระทำผิดสองกรรมนั้น เห็นว่า ระเบียบการตรวจวัดประทับตราอนุญาตชักลากไม้ก็ดี ตามคำสั่งของป่าไม้เขตที่ให้จำเลยออกไปตรวจวัดประทับตราอนุญาตชักลากไม้ก็ดี จำเลยต้องทำบัญชีอนุญาตชักลากไม้ด้วย ฉะนั้น การที่จำเลยทำบัญชีอนุญาตชักลากไม้เป็นเท็จก็เพื่อให้การประทับตราอนุญาตชักลากไม้ไม่ถูกต้องตามระเบียบเสร็จสิ้นไปโดยบริบูรณ์นั่นเอง การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นกรรมเดียวกัน เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้ขั้นตอนที่จะต้องกระทำ จำเลยต้องประทับอนุญาตชักลากไม้ก่อนแล้วจึงทำบัญชี ก็หาทำให้การกระทำของจำเลยเป็นสองกรรมต่างกันไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ ๕ ปี โจทก์มิได้อุทธรณ์ให้ลงโทษหนักขึ้น เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวจะลงโทษจำคุกจำเลยเกินกว่า ๕ ปีมิได้ เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๖๐, ๑๖๒ แต่ละกรรมเป็นความผิดตามมาตรา ๑๕๗ ด้วย ให้ลงโทษตามมาตรา ๑๕๗ ซึ่งเป็นบทหนักทั้งสองกระทง จำคุกกระทงละ ๕ ปี รวมจำคุก ๑๐ ปี ข้อหาทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติให้ยกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยฐานทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติด้วย ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการใช้รอยตราโดยมิชอบและการทำเอกสารเท็จเป็นความผิดกรรมเดียวกัน พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๖๐, ๑๖๒ และ ๑๕๗ ให้ลงโทษตามมาตรา ๑๕๗ ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด จำคุก ๑๐ ปี ดังนี้ ถือไม่ได้ว่าโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้น การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ๑๐ ปี เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย เพราะเป็นการเพิ่มจากจำคุกกระทงละ ๕ ปี เป็นกระทงเดียว ๑๐ ปี ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย ๕ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 101/2524 พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน โจทก์ นายสว่าง สุวรรณราช กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน · ล. - นายสว่าง สุวรรณราช กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมบูรณ์ บุญภินนท์ · ชุบ วีระเวคิน · ประสม ศรีเจริญ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดลำพูน - นายชูชาติ ศรีแสง · ศาลอุทธรณ์ - นายสมประสงค์ พานิชอัตรา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 788/2545ฎีกา 4825/2553ฎีกา 3889/2543ฎีกา 6247/2545ฎีกา 1447/2531ฎีกา 1955/2546ฎีกา 1093/2568ฎีกา 3146/2541ฎีกา 2365/2563ฎีกา 3637/2559ฎีกา 13379/2555ฎีกา 9026/2553ฎีกา 3120/2559ฎีกา 6575/2551ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 7570/2541ฎีกา 20504/2556ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 5305/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา