⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 154/2524

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 154/2524

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การยกทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นสินส่วนตัวให้แก่บุตร จะมีผลสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วเท่านั้น หากไม่เป็นไปตามเงื่อนไขดังกล่าว การยกให้ไม่มีผลสมบูรณ์ ทรัพย์สินนั้นยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ยกให้.

ย่อคำพิพากษา

บ้านพิพาทผู้ร้องเอาเงินที่ได้จากการขายบ้านและที่ดินซึ่งเป็นสินเดิมของผู้ร้องซื้อมา บ้านพิพาทจึงเป็นสินเดิมของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1465 (เดิม) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ซึ่งตามพระราชบัญญัติให้ใช้บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 มาตรา 7 ได้บัญญัติให้สินเดิมดังกล่าวเป็นสินส่วนตัว บ้านพิพาทจึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง ผู้ร้องและจำเลยที่ 2 ได้หย่าและตกลงกันเรื่องทรัพย์สินตามเอกสารหมาย ร.2 ว่า ทรัพย์สิ้นทั้งหมดซึ่งเป็นสินเดิมของผู้ร้องมาก่อนหรือเป็นสินสมรสระหว่างเป็นสามีภรรยายกให้บุตรทั้งสี่คนก็ตาม แต่การยกให้มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะบ้านพิพาทเป็นอสังหาริมทรัพย์และเป็นสินเดิมของผู้ร้อง แต่การยกให้มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การยกให้ไม่มีผลสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 บ้านพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาจึงไม่มีสิทธินำยึด ประเด็นว่าบ้านพิพาทเป็นของผู้ร้องหรือไม่ปัญหาหรือข้อเท็จจริงที่ว่า การที่ผู้ร้องยกบ้านพิพาทให้บุตรเป็นการสมบูรณ์หรือไม่จึงเป็นปัญหาหรือข้อเท็จจริงที่รวมอยู่ในประเด็นดังกล่าววเพราะหากฟังว่าการยกให้มีผลสมบูรณ์บ้านพิพาทก็ไม่ใช่ทรัพย์สินของผู้ร้อง แต่ถ้าการยกให้ไม่สมบูรณ์บ้านพิพาทก็ยังคงเป็นของผู้ร้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.525 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1465 ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 ม.7

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

กรณีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ รวม ๗ รายการ ผู้ร้องร้องว่าทรัพย์ทั้ง ๗ รายการ มิใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ ทรัพย์ตามรายการที่ ๑ ถึงที่ ๖ เป็นทรัพย์ที่ผู้ร้องและจำเลยที่ ๒ ยกให้กับบุตรในวันที่ผู้ร้องและจำเลยที่ ๒ จดทะเบียนหย่ากัน ตามสำเนาเอกสารท้ายคำร้อง ส่วนบ้านตามรายการที่ ๗ เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องเพราะเป็นสินเดิม ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด โจทก์ให้การว่าทรัพย์ที่ยึดเป็นของจำเลยที่ ๒ ผู้ร้องและจำเลยที่ ๒ ได้หย่าและทำบันทึกการหย่าหลังเกิดหนี้รายนี้แล้วเป็นการสมคบกันฉ้อฉลเพื่อยักย้ายถ่ายเททรัพย์ให้พ้นจากการบังคับคดี ผู้ร้องกับจำเลยที่ ๒ ยังอยู่กินฉันสามีภรรยากันตามปกติ ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องและจำเลยที่ ๒ ยกทรัพย์สินทั้ง ๗ รายการให้บุตรแล้ว ผู้ร้องมิได้กระทำการแทนบุตรไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์พิพากษายกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า บ้านทรัพย์รายการที่ ๗ เป็นสินเดิมของผู้ร้อง ยังมิได้หานิติกรรมและจดทะเบียนการยกให้ต่อเจ้าหนี้ การยกให้ไม่สมบูรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า บ้านเลขที่ ๑๖ ทรัพย์รายการที่ ๗ เดิมเป็นสินเดิมของผู้ร้องและเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องตามพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่การยกให้ไม่สมบูรณ์บ้านยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง พิพากษาแก้เป็นให้เป็นปล่อยบ้านเลขที่ ๑๖ ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินโฉนดที่ ๑๔๘๐๓ แขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร จากการยึด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เดิมผู้ร้องมีที่ดินและบ้านอยู่ในซอยเกษมสันต์ ๓ ถนนพระราม ๑ ปทุมวัน บ้านและที่ดินดังกล่าวเป็นสินเดิมซึ่งผู้ร้องมีมาก่อนได้จำเลยที่ ๒ เป็นภรรยา ส่วนจำเลยที่ ๒ ไม่มีทรัพย์สินอะไร ผู้ร้องขายบ้านและที่ดินสินเดิมดังกล่าวแล้วไปซื้อบ้านเลขที่ ๑๖ ที่พิพาทพร้อมที่ดิน บ้านพิพาทจึงเป็นสินเดิมของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๖๕ เดิมซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นซึ่งตามพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.๒๕๑๙ มาตรา ๗ ได้บัญญัติให้สินเดิมดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวแม้จะได้ความว่าเมื่อผู้ร้องกับจำเลยที่ ๒ ได้หย่าและได้ตกลงกันในเรื่องทรัพย์สินตามเอกสารหมาย ร.๒ ว่า ทรัพย์สินใด ๆ ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นสินเดิมของผู้ร้องมาก่อน หรือเป็นสินสมรสระหว่างเป็นสามีภรรยา ยกให้บุตรทั้งสี่คนก็ตาม แต่การยกให้ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะบ้านเป็นอสังหาริมทรัพย์ และเป็นสินเดิมของผู้ร้องซึ่งรวมอยู่ในทรัพย์ที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย ร.๒ ด้วย เมื่อการยกให้มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การยกให้ก็ไม่มีผลสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๒๕ บ้านพิพาทยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดบ้านพิพาท ที่โจทก์ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการให้ไม่สมบูรณ์เป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากันมาแต่ศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่าปัญหาดังกล่าวเกี่ยวกับประเด็นหรือข้อเท็จจริงที่ว่า บ้านพิพาทเป็นของผู้ร้องหรือไม่ เพราะหากฟังว่าการยกให้ตามเอกสารหมาย ร.๒ มีผลสมบูรณ์ก็มิใช่ทรัพย์สินของผู้ร้อง แต่การยกให้ไม่สมบูรณ์ บ้านพิพาทก็ยังคงเป็นของผู้ร้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับประเด็นซึ่งได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นนั่นเอง ฎีกาของโจทก์ที่ว่าการยกให้ไม่สุจริตนั้นไม่จำต้องวินิจฉัย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 154/2524 นายพา บุญมี โจทก์ หม่อมเจ้าสุทธิเกษม เกษมสันต์ ผู้ร้อง ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.กิระ กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายพา บุญมี · ผู้ร้อง - หม่อมเจ้าสุทธิเกษม เกษมสันต์ · ล. - ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.กิระ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดุสิต วราโห · สุวัฒน์ รัตรสาร · สุไพศาล วิบุลศิลป์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายปลื้ม โชติษฐยางกูร · ศาลอุทธรณ์ - นายมาโนช เพียรสนอง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 13107/2556ฎีกา 770/2535ฎีกา 5473/2548ฎีกา 7919/2553ฎีกา 7677/2557ฎีกา 3206/2537ฎีกา 685/2550ฎีกา 1415/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 2026/2494ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6039/2537ฎีกา 1492/2510ฎีกา 2709/2538ฎีกา 70/2518ฎีกา 591/2513ฎีกา 635/2511ฎีกา 1561-1562/2518ฎีกา 963/2536ฎีกา 119/2532ฎีกา 1657/2503ฎีกา 805/2506ฎีกา 4185/2547ฎีกา 4484/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา