⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1699/2524

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1699/2524

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำละเมิดโดยประมาทโดยไม่ได้แสดงโดยแจ้งชัดถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำอันเป็นการประมาทและพฤติการณ์ที่จำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงหรือป้องกันความเสียหายได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ เป็นฟ้องเคลือบคลุมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ขับรถของจำเลยที่2ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังที่นักขับรถอาชีพจะต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และจำเลยที่ 1 อาจใช้ความระมัดระวังได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ เป็นเหตุให้ชนรถโจทก์ตกถนนพลิกคว่ำได้รับความเสียหาย มิได้บรรยายเลยว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ในการขับรถอย่างไรจำเลยไม่อาจเข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถอย่างไร ซึ่งโจทก์ถือว่าเป็นการขับด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังทั้งไม่อาจเข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 1 จะใช้ความระมัดระวังอย่างไรจึงจะหลีกเลี่ยงหรือป้องกันมิให้รถชนกันฟ้องโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่มิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา172 วรรคสอง เป็นฟ้องเคลือบคลุม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถเก๋งคันหมายเลขทะเบียนบ.ร.01501 ในฐานะผู้เช่าซื้อรถคันดังกล่าว โจทก์ใช้เป็นรถรับจ้างรับส่งคนโดยสารโดยนายสมพร ตั้งเจริญ เป็นผู้ขับขี่ จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ขับรถยนต์โดยสารคันหมายเลขทะเบียน ข.ก.03560 ของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2521 ขณะที่นายสมพรขับรถโจทก์ไปตามทางหลวงสายนครราชสีมา - โชคชัย มุ่งหน้าไปทางจังหวัดนครราชสีมา ด้วยความระมัดระวังครั้นถึงระหว่างกิโลเมตรที่ 6-7 จำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถของจำเลยที่ 2 ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังที่นักขับขี่รถอาชีพจะต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และจำเลยที่ 1 อาจใช้ความระมัดระวังได้แต่ก็หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ เป็นเหตุให้รถจำเลยที่ 2 ชนรถโจทก์จนตกถนนพลิกคว่ำหลายทอด รถโจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ 108,500 บาท และค่าเสียหายวันละ 100 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะซ่อมรถโจทก์เสร็จและใช้การได้ พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากเงินค่าเสียหาย 108,500 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิใช่ลูกจ้างจำเลยที่ 2 และขณะเกิดเหตุมิได้กระทำไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 รถคันหมายเลขทะเบียน ข.ก.03560มิใช่เป็นของจำเลยที่ 2 เหตุที่รถชนกันมิใช่เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1แต่เกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายสมพรคนขับรถโจทก์ โดยนายสมพรขับรถตามหลังรถที่จำเลยที่ 1 ขับ ขณะที่จำเลยที่ 1 ขับรถเบนออกข้างขวาเพื่อแซงรถขายไอศกรีมนายสมพรเร่งความเร็วของรถจนเกินกว่ากฎหมายกำหนดแซงขึ้นไปเป็นเหตุให้รถชนกันและตกถนนไปทั้งสองคัน รถโจทก์เสียหายไม่เกิน 2,000 บาท รถโจทก์เป็นรถส่วนบุคคลการนำมารับจ้างเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าขาดรายได้ ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยที่ 1 ขับรถชนรถโจทก์โดยประมาทอย่างไร พอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจได้จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม เหตุที่รถชนกันเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 และกระทำละเมิดในทางการที่จ้าง พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 78,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม เหตุที่รถชนกันเกิดจากความประมาทของนายสมพรผู้ขับขี่รถโจทก์และความประมาทของจำเลยที่ 1 พอๆ กันพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 39,250 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า วันเกิดเหตุนายสมพรขับรถโจทก์แล่นไปตามถนนสายนครราชสีมา - โชคชัย ขณะรถแล่นอยู่ระหว่างหลักกิโลเมตรที่6-7 จำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถจำเลยที่ 2 ได้ขับรถด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังที่นักขับรถอาชีพจะต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และจำเลยที่ 1 อาจใช้ความระมัดระวังได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ เป็นเหตุให้รถจำเลยที่ 2 ชนรถโจทก์ตกถนนพลิกคว่ำและได้รับความเสียหาย โจทก์มิได้บรรยายฟ้องเลยว่าจำเลยที่ 1มีพฤติการณ์ในการขับรถอย่างไร จำเลยไม่อาจเข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถอย่างไร ซึ่งโจทก์ถือว่าเป็นการขับด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง ทั้งไม่อาจเข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 1 จะใช้ความระมัดระวังอย่างไรจึงจะหลีกเลี่ยงหรือป้องกันมิให้รถชนกัน ฟ้องโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่มิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง เป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1699/2524 นางสายหยุด คชเสนีย์ โดยนายสมพร ตั้งเจริญ โจทก์ ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ นายจำลอง ชำนาญพุทรา กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสายหยุด คชเสนีย์ โดยนายสมพร ตั้งเจริญ · โจทก์ - ผู้รับมอบอำนาจ · จำเลย - นายจำลอง ชำนาญพุทรา กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อาจ ปัญญาดิลก · จังหวัด แสงแข · ไพศาล สว่างเนตร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 5473/2548ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2834/2527ฎีกา 272/2490ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 6105/2531ฎีกา 7335/2538ฎีกา 861/2540ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 307/2513ฎีกา 713/2512ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 4484/2536ฎีกา 1687/2497ฎีกา 226/2532ฎีกา 1003/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา