⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2009/2524

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2009/2524

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสัญญา ถือเป็นฝ่ายผิดสัญญา และอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิกสัญญาและริบมัดจำได้ เมื่อสัญญาได้ถูกเลิกโดยชอบแล้ว คู่สัญญาฝ่ายที่ผิดสัญญาจะขอให้บังคับอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติตามสัญญาหรือเรียกค่าเสียหายไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยโดยกำหนดเงื่อนไขการชำระเงินไว้ว่า โจทก์จะต้องชำระราคาซื้อขายทั้งหมดให้แก่จำเลยในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ก่อนถึงวันนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ทนายจำเลยมีหนังสือถึงทนายโจทก์ยืนยันเงื่อนไขดังกล่าว มิฉะนั้นจำเลยขอบอกเลิกสัญญา อันเป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ชำระหนี้ไว้แล้ว เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสัญญาในวันนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โดยยืนยันจะชำระราคาซื้อขายเป็นสองงวด ย่อมถือได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงมีสิทธิเลิกสัญญาและริบมัดจำเสียได้ เมื่อจำเลยใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้วโดยชอบ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินรายพิพาทพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ และย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย จำเลยจะเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาก่อนวันที่โจทก์ผิดสัญญาไม่ได้และเมื่อจำเลยใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว จำเลยก็ไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ชำระค่าที่ดินเป็นการชำระหนี้ตามสัญญาอีก ดอกเบี้ยจึงไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้นั้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.208 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.222 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.377 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.378 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.386 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.387 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.453

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๔๗๑ พร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้าง โจทก์ทั้งสองกับนายเตียวเปา ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างกับจำเลยทั้งสามในราคา ๕,๖๕๖,๐๐๐ บาท กำหนดโอนในวันที่ ๒๘มีนาคม ๒๕๑๘ และตกลงจะชำระเงินค่าที่ดินให้จำเลยทั้งสามในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ครึ่งหนึ่งของราคาที่ดิน ส่วนที่เหลือผู้จะซื้อจะจัดให้ธนาคารค้ำประกันการชำระเงินภายใน ๘ เดือนนับแต่วันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ต่อมานายเตียวเปาได้ขอถอนหุ้นโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสามได้ยื่นเรื่องราวขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร โดยจำเลยทั้งสามได้ลดราคาลงเหลือ ๕,๒๘๖,๓๒๐ บาท ส่วนเงื่อนไขการชำระเงินและอื่น ๆ คงเป็นไปตามสัญญาเดิม ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินได้มีหนังสือแจ้งว่าอนุมัติให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ วันที่ ๑๕มิถุนายน ๒๕๑๙ โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามได้ไปพร้อมกัน ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครแต่จำเลยกลับบ่ายเบี่ยงบิดพลิ้วไม่ยอมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์และขอเลิกสัญญาแต่โจทก์ไม่ยอม โจทก์ได้ทำสัญญาจะขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อ การที่จำเลยไม่ยอมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลบังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินรายพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างใช้ค่าเสียหายและคืนเงินมัดจำแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งว่า นอกจากข้อตกลงตามสัญญานายเตียวเปายังตกลงจะชำระราคาที่ดินเพิ่มให้จำเลยที่ ๒ อีก ๒๐๒,๐๐๐ บาท ปรากฏว่านายเตียวเปาเป็นบุคคลต่างด้าว ไม่อาจถือกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ นายเตียวเปาจึงให้โจทก์ทั้งสองเข้าเป็นผู้ซื้อและชำระราคาที่ดินรายพิพาทในราคาเดิมรวมทั้งค่าที่ดินส่วนที่เพิ่ม ๒๐๒,๐๐๐ บาทดังกล่าวด้วย ซึ่งจำเลยทั้งสามก็ยินยอมจึงได้ร่วมกับโจทก์ทั้งสองยื่นเรื่องราวจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อเจ้าพนักงานที่ดิน จำเลยทั้งสามจึงตกลงกับโจทก์ทั้งสองว่า เมื่อกรมที่ดินอนุมัติแล้วโจทก์ต้องชำระราคาที่ดินทั้งหมดให้แก่จำเลยไปครึ่งเดียวในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ส่วนค่าที่ดินเพิ่ม ๒๐๒,๐๐๐ บาท โจทก์ต้องชำระให้จำเลยที่ ๒ก่อนวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ เมื่อกรมที่ดินอนุมัติให้จดทะเบียนซื้อขายที่ดินรายพิพาทได้แล้วจำเลยติดต่อให้โจทก์ชำระค่าที่ดินส่วนเพิ่มจำนวน ๒๐๒,๐๐๐ บาทและให้ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินรายพิพาท โจทก์กลับขอผัดผ่อน ครั้นถึงวันนัด จำเลยให้โจทก์ชำระราคาที่ดินทั้งหมดพร้อมค่าเสียหายเท่าอัตราดอกเบี้ยในต้นเงิน๕,๒๘๖,๓๒๐ บาท กับให้ชำระค่าที่ดินส่วนเพิ่มอีก ๒๐๒,๐๐๐ บาทแต่โจทก์ขอชำระเพียง ๒,๓๕๘,๘๒๐ บาท ซึ่งยังไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของราคาที่ดินที่ตกลงกันและจะขอชำระอีก ๒,๘๒๘,๐๐๐ บาท ในอีก๘ เดือนข้างหน้า โดยไม่ยอมชำระค่าเสียหายและไม่ยอมชำระค่าที่ดินส่วนเพิ่ม ๒๐๒,๐๐๐ บาท จึงตกลงกันไม่ได้ โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจำเลยได้บอกเลิกสัญญากับโจทก์ในวันนั้น จำเลยขอคิดค่าเสียหายเท่าอัตราดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีเป็นเงิน ๘๐๙,๕๒๗ บาท และในวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๑๙ โจทก์ได้ทำการอายัดที่ดินรายพิพาทไว้มีกำหนด ๖๐ วัน จำเลยขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน ๑๓๗,๒๐๘ บาทขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน๙๔๖,๗๓๕ บาทแก่จำเลยทั้งสาม โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งยืนยันตามคำฟ้อง และว่านายเตียวเปาไม่เคยตกลงชำระค่าที่ดินเพิ่มให้แก่จำเลยที่ ๒ จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลย โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินมัดจำ ๑๐๐,๐๐๐ บาทแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงมีสิทธิเลิกสัญญาและริบมัดจำเสียได้ ศาลฎีกาเชื่อว่า โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสามได้ตกลงกันเกี่ยวกับเงื่อนไขการชำระเงินไว้แล้วว่า โจทก์จะต้องชำระราคาซื้อขายทั้งหมดให้แก่จำเลยในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ มิใช่ชำระเป็น ๒ งวด ตามสัญญาจะซื้อขายเดิม ที่นายเตียวเปา แซ่โค้ว ทำไว้กับจำเลยทั้งสาม อนึ่ง ข้อเท็จจริงยังได้ความด้วยว่า ก่อนที่จะนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยได้มอบให้ทนายความมีหนังสือถึงทนายโจทก์แจ้งให้ทราบว่า โจทก์จะต้องชำระราคาซื้อขายทั้งหมดในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ มิฉะนั้นจำเลยขอบอกเลิกสัญญา ดังปรากฏตามเอกสารหมาย ล.๑๓ อันเป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ชำระหนี้ไว้แล้วดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสัญญาในวันนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ โดยยืนยันจะชำระราคาซื้อขายให้แก่จำเลยทั้งสามเป็น ๒ งวด ย่อมถือได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจำเลยจึงมีสิทธิเลิกสัญญาและริบมัดจำเสียได้ เมื่อจำเลยใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้วโดยชอบ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจดทะเบียนโอนขายที่ดินรายพิพาทพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ และโดยเหตุที่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสาม ฎีกาของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นอันตกไปทั้งหมด คงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า จำเลยมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์เพียงใดหรือไม่ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ตามฟ้องแย้งของจำเลยกล่าวอ้างว่าการที่โจทก์ผิดสัญญาทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เพราะถ้าโจทก์ปฏิบัติตามสัญญาจำเลยจะได้รับชำระค่าที่ดินและค่าที่ดินส่วนเพิ่มรวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๕,๔๘๘.๓๒๐ บาท ซึ่งอาจเอาออกหาผลประโยชน์ได้ จำเลยจึงขอคิดค่าเสียหายเท่าอัตราดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๑๘ ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินอนุมัติให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ถึงวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๑๙ ซึ่งเป็นวันนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ แต่ตกลงกันไม่ได้จนจำเลยบอกเลิกสัญญาและในวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๑๙ หลังจากจำเลยบอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์ได้ขออายัดที่ดินรายพิพาทไว้โดยไม่มีสิทธิที่จะทำได้ ทำให้จำเลยไม่อาจโอนขายแก่บุคคลภายนอกได้เป็นเวลา ๖๐ วัน จำเลยขอคิดค่าเสียหายเท่าอัตราดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีในต้นเงินดังกล่าวอีกส่วนหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์เพิ่งผิดสัญญาเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๑๙ ก่อนหน้านั้นโจทก์ยังไม่ผิดสัญญาจำเลยจะเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาก่อนวันที่โจทก์ผิดสัญญาหาได้ไม่ ทั้งเมื่อจำเลยใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว จำเลยก็ไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ชำระค่าที่ดินเป็นการชำระหนี้ตามสัญญาอีก ดอกเบี้ยจึงไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้นั้น ส่วนการที่โจทก์ขออายัดที่ดินรายพิพาทไว้มีกำหนดเวลา ๖๐ วันนั้นจำเลยมิได้นำสืบว่า โจทก์จงใจกลั่นแกล้งจำเลยอันเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นและข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดมาติดต่อขอซื้อที่ดินรายพิพาทจากจำเลยจำเลยจึงไม่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของโจทก์เมื่อจำเลยนำสืบไม่ได้ว่าได้รับความเสียหายยิ่งกว่ามัดจำที่ริบแล้วย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมจากโจทก์อีก พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2009/2524 นายสนั่น ตรีสุพัฒน์ศิลป์ กับพวก โจทก์ นางสาวกุหลาบ ฉายะวรรณื กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสนั่น ตรีสุพัฒน์ศิลป์ กับพวก · ล. - นางสาวกุหลาบ ฉายะวรรณื กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศักดิ์ สนองชาติ · สนิท อังศุสิงห์ · สำเนียง ด้วงมหาสอน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสุภาส เลิศฤทธิ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายกิติ บูรพรรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 591/2531ฎีกา 10166/2539ฎีกา 770/2535ฎีกา 681/2506ฎีกา 99/2541ฎีกา 1342/2509ฎีกา 2834/2527ฎีกา 2409/2551ฎีกา 272/2490ฎีกา 3099/2524ฎีกา 763/2484ฎีกา 4873/2528ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 991/2548ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 8444/2538ฎีกา 2610/2538ฎีกา 1687/2497ฎีกา 9571/2544ฎีกา 1302/2535ฎีกา 2635/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา