⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2619/2524

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2619/2524

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยร่วมกันฉ้อฉลโดยไม่มีค่าตอบแทนและมิได้มีเจตนาทำนิติกรรมจำนองกันแท้จริง ถือเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง และศาลต้องฟังข้อเท็จจริงจากการนำสืบพยานหลักฐานของคู่ความก่อนที่จะวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินมีโฉนดของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 กำลังมีคดีพิพาทอยู่กับโจทก์ไปจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อเป็นประกันหนี้ โดยจำเลยทั้งสองมีเจตนาทุจริตร่วมกันใช้กลฉ้อฉลแก่โจทก์ โดยไม่มีค่าตอบแทนและมิได้มีเจตนาทำสัญญาจำนองกันโดยแท้จริง ขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาจำนอง จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าการจำนองได้กระทำโดยสุจริต มีค่าตอบแทน และมิใช่เป็นการฉ้อฉลโจทก์ ดังนี้คดีมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่า จำเลยทั้งสองร่วมคบคิดกันทำการฉ้อฉลโจทก์ด้วยการเอาที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 เป็นความกับโจทก์ไปจดทะเบียนทำนิติกรรมจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่มีค่าตอบแทนและมิได้มีเจตนาที่จะทำนิติกรรมสัญญาจำนองกันแท้จริงดังฟ้องหรือไม่ แม้คดีที่โจทก์พิพาทกับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาให้โอนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท แต่คดียังไม่ยุติเพราะอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ถ้าศาลฎีกามีคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 อาจเป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ได้เมื่อข้อกล่าวอ้างของโจทก์ในคดีนี้จำเลยทั้งสองยังโต้เถียงอยู่อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้ จำต้องฟังข้อเท็จจริงจากการนำสืบพยานหลักฐานของคู่ความเสียก่อน การสั่งงดสืบพยานของคู่ความแล้ววินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจึงเป็นการไม่ชอบ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.237

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยที่ ๑ เป็นสามีโจทก์ ที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๘๕๖๓ เป็นของโจทก์ จำเลยที่ ๑ มีเจตนาทุจริตหลอกลวงให้โจทก์โอนใส่ชื่อจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว ต่อมาโจทก์ฟ้องหย่าและขอเพิกถอนการโอนใส่ชื่อจำเลยที่ ๑คดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยที่ ๑ ไม่มีเจตนาทุจริต จึงพิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับคำขอที่ขอให้เพิกถอนการโอน ส่วนคำขอหย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยาให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้มีเจตนาทุจริตร่วมกันใช้กลฉ้อฉลโจทก์ และโดยไม่มีค่าตอบแทน กล่าวคือจำเลยที่ ๑ ได้นำโฉนดที่ดินที่จำเลยที่ ๑ กำลังพิพาทอยู่กับโจทก์ ไปทำนิติกรรมจำนองไว้ต่อจำเลยที่ ๒เพื่อประกันหนี้เงินกู้ยืม จำเลยทั้งสองมิได้มีเจตนาที่จะทำนิติกรรมสัญญาจำนองกันโดยแท้จริงแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์เสียหายเพราะถ้าศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โจทก์ไม่อาจติดตามบังคับคดีเอาที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ได้ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๕๖๓ระหว่างจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้เป็นของจำเลยที่ ๑ โดยสุจริตด้วยความยินยอมของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นไปโดยสุจริตมิได้สมคบกันฉ้อฉลโจทก์ นิติกรรมจำนองได้กระทำโดยมีค่าตอบแทน ขอให้ยกฟ้อง ในวันชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยทั้งสองคดีมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่า จำเลยที่ ๑ คบคิดกับจำเลยที่ ๒ ร่วมกันทำการฉ้อฉลโจทก์ด้วยการเอาที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในระหว่างที่จำเลยที่ ๑ เป็นความกับโจทก์ไปจดทะเบียนทำนิติกรรมจำนองไว้กับจำเลยที่ ๒ โดยไม่มีค่าตอบแทนและมิได้มีเจตนาที่จะทำนิติกรรมสัญญาจำนองกันแท้จริงดังฟ้องหรือไม่ แม้คดีที่โจทก์พิพาทกับจำเลยที่ ๑ดังกล่าว ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนใส่ชื่อจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท อันเป็นผลให้จำเลยที่ ๑ อยู่ในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งถือว่าผูกพันคู่ความคือโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตราบเท่าที่ยังมิได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ ก็ตามแต่ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ยังไม่ยุติ เพราะโจทก์ได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาทั้งปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้ยื่นคำร้องขอให้เลื่อนการพิจารณาคดีนี้ออกไปเพื่อรอฟังผลคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลฎีกาในคดีดังกล่าวเสียก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๙ ซึ่งหากมีการเลื่อนการพิจารณาคดีออกไปตามคำขอของจำเลยที่ ๑ กลับจะทำให้ความยุติธรรมดำเนินไปด้วยดี และได้ข้อเท็จจริงแน่ชัดขึ้น นอกจากนั้นถ้าศาลฎีกามีคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีดังกล่าวประการใด การกระทำของจำเลยที่ ๑ อาจเป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ได้ ข้อที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ คบคิดกับจำเลยที่ ๒ ร่วมกันทำการฉ้อฉลโจทก์ด้วยการเอาที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนทำนิติกรรมจำนองไว้กับจำเลยที่ ๒ โดยไม่มีค่าตอบแทนและมิได้มีเจตนาที่จะทำนิติกรรมสัญญาจำนองกันแท้จริง และขอให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญาจำนองระหว่างจำเลยทั้งสองนั้น จำเลยทั้งสองยังโต้เถียงอยู่ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้ ตามประเด็นดังกล่าวจำเป็นต้องฟังข้อเท็จจริงจากการนำสืบพยานหลักฐานของคู่ความเสียก่อน ที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยและวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วพิพากษาคดีไปนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2619/2524 นางจำเริญ พงษ์โชติ โจทก์ นายสุเทพ จำเนียรกุล กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางจำเริญ พงษ์โชติ · จำเลย - นายสุเทพ จำเนียรกุล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กิติ บูรพรรณ์ · เพียร ศรีอรุณ · ประสม ศรีเจริญ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายศรีภูมิ สุวรรณโรจน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายปลื้ม โชติษฐยางกูร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 3206/2537ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 2135/2518ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2345/2540ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 861/2540ฎีกา 5712/2541ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 2709/2538ฎีกา 4470/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา