⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3129/2524

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3129/2524

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำร้องสอดที่ผู้ร้องอ้างสิทธิเข้ามาเป็นปฏิปักษ์แก่คู่ความเดิมทั้งสองฝ่าย ถือเป็นฟ้อง และหากสิทธิที่ผู้ร้องอ้างได้เคยฟ้องคดีต่อศาลไว้แล้วและคดีอยู่ระหว่างพิจารณา ถือเป็นฟ้องซ้อน

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากโจทก์แล้วผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่า โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแล้วขอให้ขับไล่จำเลยและบริวาร ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดว่าผู้ร้องเป็นภรรยาของจำเลย ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นสินสมรสผู้ร้องมีส่วนเป็นเจ้าของครึ่งหนึ่ง จำเลยนำไปขายฝากโดยผู้ร้องไม่ทราบ เมื่อผู้ร้องทราบได้ฟ้องจำเลยขอให้ลงชื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของรวมในโฉนดที่ดินพิพาทคดีอยู่ระหว่างพิจารณา ก่อนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทจะหลุดเป็นสิทธิแก่โจทก์ผู้ร้องได้ขอไถ่การขายฝากแต่โจทก์ไม่ให้ไถ่ ผู้ร้องได้ฟ้องโจทก์และจำเลยว่าสมคบกันไม่ยอมให้ผู้ร้องไถ่ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา และที่จำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์เป็นการฉ้อฉลโดยจำเลยมีเจตนาจะให้ผิดสัญญาเพื่อโจทก์จะได้ฟ้องขับไล่จำเลยกับบริวารคือผู้ร้อง จึงขอร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยเพื่อขอให้ศาลรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) คำร้องสอดของผู้ร้องดังกล่าวเป็นการตั้งสิทธิเข้ามาในฐานะเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม เป็นปฏิปักษ์แก่ทั้งโจทก์และจำเลย หาใช่เข้ามาเพียงเป็นจำเลยต่อสู้คดีกับโจทก์โดยเฉพาะไม่ซึ่งถ้าศาลรับคำร้องสอดไว้ โจทก์จำเลยก็ต้องให้การแก้คำร้องสอด คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นคำฟ้อง และผู้ร้องอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ ทั้งสิทธิที่ผู้ร้องอ้างว่าถูกโจทก์จำเลยโต้แย้งนี้ ผู้ร้องได้ฟ้องโจทก์จำเลยต่อศาลไว้ก่อน คดีอยู่ระหว่างพิจารณา คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา173(1)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.173

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทจากโจทก์แล้วผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่า โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท กับให้จำเลยชำระค่าเช่าค่าเสียหายแก่โจทก์ ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องเป็นภรรยาจำเลย ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับผู้ร้อง ผู้ร้องมีส่วนเป็นเจ้าของครึ่งหนึ่งจำเลยนำไปขายฝากแก่โจทก์โดยผู้ร้องไม่ทราบ เมื่อผู้ร้องทราบได้ฟ้องจำเลยขอให้ลงชื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของรวมในโฉนดที่ดินพิพาท คดีอยู่ระหว่างพิจารณาก่อนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทจะหลุดเป็นสิทธิแก่โจทก์ ผู้ร้องได้ขอไถ่การขายฝาก โจทก์ไม่ยอมให้ไถ่ผู้ร้องได้ฟ้องโจทก์และจำเลยว่าสมคบกันไม่ยอมให้ผู้ร้องไถ่ คดีอยู่ระหว่างพิจารณาสัญญาเช่าตามฟ้องโจทก์จำเลยร่วมกันทำขึ้นเพื่อฉ้อฉลผู้ร้อง จำเลยเจตนาผิดสัญญา เพื่อให้โจทก์ขับไล่ผู้ร้องซึ่งเป็นบริวารของจำเลย ผู้ร้องยังมีสิทธิไถ่การขายฝากได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องผู้ร้องจึงขอเข้ามาเป็นจำเลยเพื่อขอให้ศาลรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗(๑) ศาลชั้นต้นเห็นว่าคำร้องสอดเป็นคำฟ้อง มีคำสั่งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลผู้ร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลสั่งให้ยกคำร้องขออนาถา ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ได้พิเคราะห์คำร้องสอดของผู้ร้องข้างต้นแล้วเห็นว่าที่ผู้ร้องขอเข้ามาในคดีโดยอ้างสิทธิว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยนำไปขายฝากจนหลุดตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามสัญญาขายฝากนั้น เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ครึ่งหนึ่ง จำเลยทำสัญญาขายฝากโดยผู้ร้องไม่ทราบ ผู้ร้องได้ยื่นฟ้องจำเลยขอลงชื่อร่วมในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๔๒๔/๒๕๒๑ ซึ่งจำเลยไม่ยินยอม คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ทั้งก่อนที่สัญญาขายฝากจะครบกำหนด ผู้ร้องได้ไปขอไถ่ต่อโจทก์ จำเลยก็ขัดขวางและในที่สุดโจทก์ไม่ยอมให้ไถ่ ผู้ร้องก็ได้ฟ้องโจทก์จำเลยว่าสมคบกันไม่ยอมให้ผู้ร้องไถ่การขายฝากและขอไถ่ ปรากฏตามคดีหมายเลขดำที่ ๗๓๓๑/๒๕๒๒ ของศาลแพ่ง คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ส่วนที่จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินและสิ่งปลูกกับโจทก์ต่อมาโดยให้ค่าเช่าเดือนละ๑๕,๐๐๐ บาท ผู้ร้องก็อ้างในคำร้องสอดว่าเป็นการฉ้อฉลโดยจำเลยมีเจตนาจะให้ผิดสัญญาเพื่อโจทก์จักได้มีโอกาสฟ้องขับไล่จำเลยกับบริวารคือผู้ร้อง เช่นนี้ เห็นได้ว่า ผู้ร้องตั้งสิทธิของผู้ร้องเข้ามาในคดีในฐานะคู่ความฝ่ายที่สามและเป็นปฏิปักษ์แก่ทั้งโจทก์และจำเลยหาใช่เข้ามาเพียงเป็นจำเลยต่อสู้คดีกับโจทก์โดยเฉพาะไม่ ซึ่งถ้าศาลรับคำร้องสอดของผู้ร้องไว้โจทก์จำเลยก็ต้องให้การแก้คำร้องสอดของผู้ร้อง คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นคำฟ้องและผู้ร้องอยู่ในฐานะเป็นโจทก์หาใช่เป็นจำเลยไม่ทั้งสิทธิที่ผู้ร้องอ้างว่าถูกโจทก์จำเลยโต้แย้งนี้ ผู้ร้องได้ฟ้องโจทก์จำเลยเป็นคดีต่อศาลไว้แล้วปรากฏตามคดีหมายเลขดำที่ ๔๔๒๔/๒๕๒๑ และ ๗๓๓๑/๒๕๒๒ ของศาลแพ่ง คดีอยู่ในระหว่างพิจารณา คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓(๑)ศาลฎีกาเห็นด้วยในผลที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้อง ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของผู้ร้อง พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3129/2524 พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ โจทก์ นายพิเศษ คงคาเขตร จำเลย นางอุรา คงคาเขตร ผู้ร้อง

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ · จำเลย - นายพิเศษ คงคาเขตร · ผู้ร้อง - นางอุรา คงคาเขตร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วัฒน์ ผดุงจิตร · ชลูตม์ สวัสดิทัต · บรรเทอง ภู่กฤษณา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง · ศาลอุทธรณ์ - นายสนั่น เกิดลาภผล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 8119/2540ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528ฎีกา 2962/2543ฎีกา 6344/2540ฎีกา 1959/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา