⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3252/2524

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3252/2524

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อผู้ต้องเสียภาษีอากรถึงแก่ความตาย ทายาทมีหน้าที่ต้องเสียภาษีอากรแทน แต่การแจ้งประเมินภาษีเพิ่มเติมโดยเจ้าพนักงานประเมินจะต้องแจ้งแก่ผู้ต้องเสียภาษีอากรโดยตรง หากผู้ตายไปก่อน การแจ้งดังกล่าวจะไม่มีผลทางกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ผู้ต้องเสียภาษีอากรตาย มรดกของผู้ตายอันประกอบด้วยทรัพย์สินตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ก็ตกทอดแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599, 1600 ทายาทย่อมเป็นผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีอากรตามกฎหมาย ประมวลรัษฎากร มาตรา 19 และมาตรา 20 ซึ่งว่าด้วยการแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินเพิ่มเติมมิได้บัญญัติไว้ว่าในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีอากรถึงแก่ความตายเสียก่อน ให้เจ้าพนักงานประเมินปฏิบัติอย่างไร แต่ถึงอย่างไรเจ้าพนักงานประเมินก็จะแจ้งไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากรซึ่งถึงแก่ความตายแล้วหาได้ไม่ เพราะผู้ตายสิ้นสภาพบุคคลแล้วไม่อาจรับทราบการแจ้งได้ การแจ้งจึงไม่มีผล แม้ต่อมาหัวหน้าเขตจะมีหนังสือเร่งรัดภาษีไปยังจำเลยซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่ง หัวหน้าเขตก็มิใช่เจ้าพนักงานประเมิน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินเพิ่มเติมเมื่อเจ้าพนักงานประเมินยังมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากรโดยครบถ้วน กรมสรรพากรโจทก์ ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.15 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.130 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1599 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1600 ประมวลรัษฎากร ม.16 ประมวลรัษฎากร ม.19 ประมวลรัษฎากร ม.20

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้จัดการมรดกของ ธ. จำเลยที่ ๒เป็นภริยาของ ธ. จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๖ เป็นบุตรของ ธ. ก่อนถึงแก่ความตายธ. ประกอบการค้าและได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีการค้าและภาษีเงินได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ถึง พ.ศ. ๒๕๑๕ ไว้ เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบแล้วเห็นว่าการเสียภาษีดังกล่าวไม่ถูกต้องจะต้องเสียภาษีเงินได้ภาษีการค้า เบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวม ๒๐๔,๓๐๓.๑๙ บาท โจทก์ได้ส่งแบบแจ้งการประเมินภาษีซึ่ง ธ. จะต้องเสียเพิ่มเติมให้ ธ. ทราบทางไปรษณีย์ตอบรับแล้วจำเลยไม่ยอมชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระหนี้ภาษีอากรที่ค้างจำนวน ๒๐๔,๓๐๓.๑๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ จำเลยทั้งหกให้การทำนองเดียวกันว่า ธ. ถึงแก่กรรมเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๑๗ โจทก์ทราบตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๘ ยื่นฟ้องเกิน ๑ ปี คดีขาดอายุความจำเลยไม่เคยได้รับแจ้งการประเมิน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ยังไม่มีการแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินไปยังจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องหลังจากทราบว่า ธ. ถึงแก่ความตายเป็นเวลาเกิน ๑ ปี คดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม พิพากษายืนในผลที่ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในประเด็นข้อแรกที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าประมวลรัษฎากรบัญญัติเกี่ยวกับการประเมินเรียกเก็บภาษีภายหลังกำหนดเวลายื่นรายการไว้ในมาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๙ กรณีตามมาตรา ๑๘ เป็นการประเมินภาษีตามแบบแสดงรายการที่ยื่น ส่วนกรณีตามมาตรา ๑๙ เป็นการประเมินภาษีเนื่องจากการที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการมาไต่สวนตรวจสอบ แต่ไม่ว่าจะเป็นการประเมินในกรณีใดก็จะต้องมีการแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินหรือประเมินเพิ่มเติมนั้นไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากรเพื่อผู้ต้องเสียภาษีอากรจะใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินได้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดและใช้สิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อศาลต่อไป ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีอากรถึงแก่ความตายเสียก่อนได้รับแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมิน ประมวลรัษฎากรมาตรา ๑๘ วรรคสอง บัญญัติให้อำเภอผู้ประเมินหรือเจ้าพนักงานประเมินแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้จัดการมรดก หรือทายาท หรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดกแล้วแต่กรณี ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นกรณีการประเมินภาษีเนื่องจากการที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการมาไต่สวนตรวจสอบตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๙ แม้ไม่อยู่ในบังคับของมาตรา ๑๘ วรรคสองโดยตรง แต่ตามประมวลรัษฎากรมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ ซึ่งว่าด้วยการแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินเพิ่มเติมก็มิได้บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีอากรถึงแก่ความตายเสียก่อนให้ปฏิบัติอย่างไร แต่ถึงอย่างไรเจ้าพนักงานประเมินก็จะแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินเพิ่มเติมไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากรซึ่งถึงแก่ความตายแล้วหาได้ไม่ เพราะผู้ตายสิ้นสภาพบุคคลแล้ว ไม่อาจรับทราบการแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินเพิ่มเติมได้ ทั้งมรดกของผู้ตายอันประกอบด้วยความทรัพย์สิน ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ก็ตกทอดแก่ทายาทไปแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๕๙๙ และ ๑๖๐๐ ทายาทย่อมเป็นผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีอากรตามกฎหมาย ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์มีหนังสือแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินเพิ่มเติมไปยังนายธนะหลังจากนายธนะถึงแก่ความตายแล้ว จึงไม่มีผล แม้ต่อมาหัวหน้าเขตธนบุรีจะได้มีหนังสือเร่งรัดภาษาไปยังจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่ง หัวหน้าเขตธนบุรีก็มิใช่เจ้าพนักงานประเมินหนังสือดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินเพิ่มเติมตามกฎหมาย เมื่อเจ้าพนักงานประเมินยังมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากรโดยครบถ้วนโจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง คดีไม่จำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นต่อไป พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3252/2524 กรมสรรพากร โจทก์ นายสุรินทร์ สหไพบูลย์กิจ สหไพบูลย์กิจ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมสรรพากร · สหไพบูลย์กิจ - นายสุรินทร์ สหไพบูลย์กิจ · จำเลย - กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศักดิ์ สนองชาติ · สนิท อังศุสิงห์ · สำเนียง ด้วงมหาสอน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายประวิทย์ ขัมภรัตน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายวิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538ฎีกา 1687/2497ฎีกา 689/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา