⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1453/2525

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1453/2525

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลในคดีอาญาไม่มีข้อผูกพันต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาอื่น และต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานทั้งปวงด้วยตนเองก่อนพิพากษาลงโทษ

ย่อคำพิพากษา

ในการพิพากษาคดีอาญาหาได้มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ศาลจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาในคดีอื่น ดังเช่นที่บัญญัติไว้สำหรับคดีแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 46 ไม่ เพราะในคดีอาญาศาลจะต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง จะไม่พิพากษาลงโทษจำเลยจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๖ ปี จำคุกจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ คนละ ๒ ปี จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ ๑ ฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญากล่าวหาว่าโจทก์แจ้งความเท็จเรื่องยักยอกสร้อยเพชรและแหวนเพชรนั้นไม่เป็นฟ้องเท็จ และจำเลยทั้งสามเบิกความในคดีอาญาดังกล่าวก็ไม่เป็นเบิกความเท็จ พิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า ในส่วนคดีอาญา (คงหมายถึงคดีที่จำเลยที่ ๑ ฟ้องโจทก์กล่าวหาว่าแจ้งความเท็จ) ศาลฎีกาได้พิพากษาถึงที่สุดแล้วว่า โจทก์นำของพิพาทไปจ้างจำเลยที่ ๑ ทำสร้อยข้อมือเพชรและต่างหูเพชร (ที่ถูกเป็นทำเป็นแหวนเพชร) ดังนั้นข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์จึงไม่มีเหตุผลที่จะลบล้างคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในประเด็นนี้ได้ ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะต้องรับฟังดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเป็นอย่างอื่นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ในการพิพากษาคดีอาญาหาได้มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ศาลจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาในคดีอื่นดังเช่นที่บัญญัติไว้สำหรับคดีแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๔๖ นั้นไม่ แม้โจทก์กับจำเลยที่ ๑ จะเป็นคู่ความเดียวกัน พยานจำเลยชุดเดียวกันดังที่โจทก์ยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาก็ตาม เพราะในคดีอาญาศาลจะต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง จะไม่พิพากษาลงโทษจำเลยจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริง และจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น ฉะนั้นที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงคดีนี้ถึงหากจะแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่ศาลฎีการับฟังในคดีอาญาที่โจทก์กล่าวอ้างก็เป็นคำวินิจฉัยที่ชอบแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1453/2525 นางสาวพรพรรณ อัมภิกาภรณ์ โจทก์ นายเอี่ยม ศิลปสุวรรณชัย กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวพรพรรณ อัมภิกาภรณ์ · จำเลย - นายเอี่ยม ศิลปสุวรรณชัย กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อำนัคฆ์ คล้ายสังข์ · ขจร หะวานนท์ · แถมชัย สิทธิไตรย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายสมบูรณ์ ฤกษ์สำราญ · ศาลอุทธรณ์ - นายวิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3027/2540ฎีกา 4715/2542ฎีกา 1917/2559ฎีกา 185/2535ฎีกา 481/2526ฎีกา 98/2537ฎีกา 4979/2541ฎีกา 824/2535ฎีกา 1308/2533ฎีกา 1000/2505ฎีกา 1149/2536ฎีกา 1148/2534ฎีกา 240/2535ฎีกา 2963/2535ฎีกา 3284/2543ฎีกา 525/2541ฎีกา 831/2541ฎีกา 1982/2519ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2936/2543ฎีกา 3119/2558ฎีกา 2234/2535ฎีกา 6856/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา