⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1561/2525

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1561/2525

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนและจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายได้โดยไม่ต้องมีหมายจับหรือหมายค้นในเมื่อเป็นความผิดซึ่งหน้า แม้ที่เกิดเหตุจะเป็นที่รโหฐาน หากเรียกหรือรับทรัพย์สินแล้วปล่อยตัวผู้กระทำผิดโดยไม่ส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี ถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 เมื่อการกระทำของเจ้าพนักงานเป็นความผิดตามมาตรา 149 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว ไม่จำต้องปรับบทด้วยมาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นตำรวจประจำการกองร้อย 4 กก. อารักขาและความปลอดภัยบก.สายตรวจปฏิบัติการพิเศษตำแหน่งลูกแถว ย่อมมีอำนาจสืบสวนคดีอาญา และมีอำนาจจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายได้โดยไม่ต้องมีหมายจับหรือหมายค้นในเมื่อเป็นความผิดซึ่งหน้าแม้ที่เกิดเหตุจะเป็นที่รโหฐาน การที่จำเลยไปพบจ.กับพวกกำลังเล่นการพนันในห้องชั้นบนบ้าน อันเป็นที่รโหฐานและจับกุม จ. กับพวกในข้อหาดังกล่าว ย่อมเรียกได้ว่าเป็นการกระทำของเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่ เมื่อจำเลยเรียกและรับเงินจาก จ. แล้วปล่อยตัว จ. กับพวกโดยไม่ส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 149 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษตามมาตรา 157 มาด้วย ก็ไม่จำต้องปรับบทด้วยมาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.17 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.81 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.92 ประมวลกฎหมายอาญา ม.149 ประมวลกฎหมายอาญา ม.157

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยรับราชการเป็นตำรวจประจำการ กองร้อย ๔ กก.อารักขาและความปลอดภัย บก.สายตรวจปฏิบัติการพิเศษ ตำแหน่งลูกแถวมีอำนาจหน้าที่จับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย ได้เข้าจับกุมนางจวนกับพวกเป็นผู้ต้องหาร่วมกันเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยได้เรียกเงินจำนวน ๕๐๐ บาท สำหรับตนเองจากนางจวน เพื่อจะปล่อยตัวไปโดยไม่นำส่งพนักงานสอบสวน และใช้เท้าเตะทำร้ายร่างกายนางจวนถูกบริเวณลำตัว แต่ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย นางจวนจึงได้มอบเงินจำนวน ๒๐๐ บาทให้จำเลยไป และจำเลยได้ปล่อยนางจวนพ้นจากการเป็นผู้ต้องหา อันเป็นการละเว้นในการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘, ๑๔๙, ๑๕๗, ๓๙๑, ๙๑ จำเลยให้การปฏิเสธ ครั้นสืบพยานโจทก์ได้ ๓ ปากจำเลยขอให้การใหม่รับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๙, ๑๕๗ ลงโทษตามมาตรา ๑๔๙ ประกอบด้วยมาตรา ๙๐ ให้จำคุกและมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๑ อีกกระทงหนึ่ง จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา และลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙ และมาตรา ๑๕๗ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยรับราชการเป็นตำรวจประจำการกองร้อย๔ กก.อารักขา และความปลอดภัย บก.สายตรวจปฏิบัติการพิเศษตำแหน่งลูกแถว ขณะเกิดเหตุจำเลยออกเวรไปพักผ่อนที่บ้านนางสง่าแม่ยายจำเลย นางสง่าไม่อยู่บ้านจำเลยเข้าใจว่านางสง่าไปเล่นการพนันที่บ้านเกิดเหตุจำเลยจึงตามไป เป็นบ้านของนายช่วยพบนางจวนกับพวกกำลังเล่นการพนันทายภาพพนันเอาทรัพย์สินกันอยู่ที่ชั้นบนบ้าน ซึ่งจำเลยเคยไปมาก่อน จำเลยเข้าไปในห้องที่เล่นการพนัน จับกุมนางจวนกับพวกในข้อหาเล่นการพนัน จำเลยพูดขู่เอาเงิน หยิบเงินที่นางจวนแล้วปล่อยตัวไป กับได้ทำร้ายนางจวนด้วย แล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่า เมื่อจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจทำการสืบสวนคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗ และมีอำนาจจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายได้โดยไม่ต้องมีหมายจับหรือหมายค้นในเมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า แม้ที่เกิดเหตุจะเป็นที่รโหฐานตามมาตรา ๙๒(๒) และมาตรา ๘๑(๑) ประกอบด้วยมาตรา ๘๐ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ฉะนั้นการที่จำเลยไปที่บ้านเกิดเหตุตามที่จำเลยเคยไป เพื่อไปตามแม่ยายจำเลย ได้พบเห็นนางจวนกับพวกกำลังเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาตในห้องชั้นบนบ้านอันเป็นที่รโหฐาน ซึ่งถือได้ว่าเป็นความผิดซึ่งหน้าที่จำเลยเห็นกำลังกระทำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๐ เมื่อจำเลยทำการจับกุมนางจวนกับพวกในข้อหาดังกล่าว ย่อมเรียกได้ว่าเป็นการกระทำของเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่ การที่จำเลยเรียกรับเงินจำนวน ๒๐๐ บาทจากนางจวนแล้วปล่อยตัวนางจวนกับพวกไปไม่นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี จึงถือได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินสำหรับตนเองเพื่อไม่กระทำการตามตำแหน่งโดยมิชอบด้วยหน้าที่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙ เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา ๑๔๙ ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษตามมาตรา ๑๕๗ มาด้วยก็ไม่จำต้องปรับบทด้วยมาตรา ๑๕๗ ซึ่งเป็นบททั่วไปอีกบทหนึ่ง พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙ ให้ลงโทษจำคุก นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1561/2525 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ พลตำรวจสำรองพิเศษไพบูลย์ หรือแดง จีรางกูล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - พลตำรวจสำรองพิเศษไพบูลย์ หรือแดง จีรางกูล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อำนัคฆ์ คล้ายสังข์ · ขจร หะวานนท์ · แถมชัย สิทธิไตรย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายวิชัย บุญธินันท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายศิลปชัย มัทธุรศ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 187/2507ฎีกา 5182/2559ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 5973/2537ฎีกา 955/2512ฎีกา 2907/2526ฎีกา 313/2526ฎีกา 198/2564ฎีกา 605/2511ฎีกา 1680/2532ฎีกา 4076/2534ฎีกา 7281/2537ฎีกา 852/2538ฎีกา 644/2464ฎีกา 4392/2531ฎีกา 5138/2537ฎีกา 8764/2554ฎีกา 4403/2528ฎีกา 2747/2529ฎีกา 858/2523ฎีกา 4209/2567ฎีกา 3152/2532ฎีกา 9083/2544ฎีกา 4547/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา