คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2020/2525
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่สัญญากำหนดระยะเวลาชำระหนี้อันเป็นสาระสำคัญของสัญญาประนีประนอมยอมความไว้แน่นอน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดนัดไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้บังคับคดีตามข้อสัญญาได้
ย่อคำพิพากษา
สัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดว่า โจทก์ยอมชำระเงินจำนวนหนึ่งให้แก่จำเลยภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันทำสัญญา และจำเลยจะไปจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันได้รับชำระเงินนั้น เป็นการกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนเพื่อให้โจทก์ชำระค่าที่ดิน อันเป็นสารสำคัญของสัญญาซึ่งคู่สัญญาต่างก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกำหนดระยะเวลาตามข้อสัญญาดังกล่าว เป็นคนละเรื่องกับสิทธิที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาซึ่งมีกำหนดสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา เมื่อโจทก์มิได้ชำระราคาที่ดินให้แก่จำเลยภายในกำหนดระยะเวลาตามข้อสัญญา โจทก์ย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดและไม่มีสิทธิที่จะขอให้บังคับคดีแก่จำเลยให้โอนขายที่ดินแก่ตนได้ โจทก์จะอ้างว่ามีสิทธิบังคับคดีได้ภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือมีคำพิพากษาในกรณีเช่นนี้ย่อมเป็นการไม่ชอบ
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่าจำเลยทั้งสองยอมร่วมกันไปจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ยอมชำระเงินจำนวน ๒๕,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลยที่ ๒ ภายในกำหนด ๑ ปี นับแต่วันทำสัญญา และเมื่อจำเลยที่ ๒ ได้รับเงินจากโจทก์เรียบร้อยแล้วจำเลยทั้งสองจะไปจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวภายใน ๗ วันนับแต่วันได้รับชำระเงิน ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาตามยอมเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย ต่อมาเมื่อเลยกำหนด ๑ ปีแล้ว โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลว่า จำเลยทั้งสองไม่ยินยอมไปจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้ศาลบังคับ
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นฝ่ายมิได้ชำระเงินค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ ภายในกำหนด ๑ ปีตามที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ในปัญหาที่ว่าโจทก์มีสิทธิบังคับคดีให้จำเลยโอนขายที่ดินแก่โจทก์ได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์และจำเลยที่ ๒ ตกลงกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์ยอมชำระเงินจำนวน ๒๕,๐๐๐ บาทให้แก่จำเลยที่ ๒ ภายในกำหนด ๑ ปี นับแต่วันทำสัญญา และจำเลยทั้งสองจะไปจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ภายในกำหนด ๗ วันนับแต่วันได้รับชำระเงินนั้น เป็นการกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนเพื่อให้โจทก์ชำระค่าที่ดิน อันเป็นสารสำคัญของสัญญาซึ่งคู่สัญญาต่างก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม เพราะมิฉะนั้นอาจเกิดความเสียหายแก่คู่สัญญาได้ กำหนดระยะเวลาที่ต้องปฏิบัติตามข้อสัญญาดังกล่าวเป็นคนละเรื่องกับสิทธิที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาซึ่งมีกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา โจทก์จะอ้างว่ามีสิทธิบังคับคดีได้ภายในกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือมีคำพิพากษาในกรณีเช่นนี้ย่อมเป็นการไม่ชอบ ดังนั้นเมื่อโจทก์มิได้ชำระราคาที่ดินให้แก่จำเลยภายในกำหนดเวลา โจทก์ย่อมเป็นฝ่ายผิดนัดไม่ปฏิบัติตามข้อความในสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะขอให้บังคับคดีแก่จำเลยให้ปฏิบัติการโอนขายที่ดินแก่ตนได้
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2020/2525
นายประทีป แสงเงิน โจทก์
นางกาญจนา เลื่อนลับ กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายประทีป แสงเงิน · จำเลย - นางกาญจนา เลื่อนลับ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เริ่ม ธรรมดุษฎี · สุทิน เลิศวิรุฬห์ · อำนวย อินทุภูติ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสมุทรปราการ · ศาลอุทธรณ์ - นายยรรยง อิทธิพงษ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา