⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2812-2816/2525

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2812-2816/2525

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. เมื่อลูกจ้างของฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยต่างมีความประมาทพอ ๆ กัน นายจ้างไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่กัน 2. การสมรสตามกฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดที่กำหนดให้ใช้กฎหมายอิสลาม ถือเป็นโมฆะหากไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ย่อคำพิพากษา

เมื่อลูกจ้างของฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยต่างมีความประมาทพอ ๆ กัน มิได้ยิ่งหย่อนกว่ากัน สมควรให้ค่าสินไหมทดแทนอันจะพึงใช้แก่กันนั้นเป็นพับ และเป็นผลถึงโจทก์และจำเลยในฐานะที่ต่างฝ่ายต่างเป็นนายจ้างของลูกจ้างผู้กระทำละเมิดดังกล่าวไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเช่นกัน โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 เป็นผู้นับถือศาสนาอิสลามมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตจังหวัดยะลา ซึ่งได้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานีนราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษให้ใช้บังคับแก่ผู้นับถือศาสนาอิสลาม อันเกี่ยวด้วยครอบครัวและมรดก เฉพาะในสี่จังหวัดดังกล่าว แทนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 บรรพ 6 เมื่อโจทก์ที่ 2 ที่ 3 นำสืบว่าได้แต่งงานเป็นสามีภรรยาโดยถูกต้องตามกฎหมายอิสลาม ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบหักล้างจึงต้องฟังว่าโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 เป็นสามีภรรยาและเป็นบิดามารดาของบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นสิทธิเฉพาะตัวที่กฎหมายได้รับรอง โดยมิต้องคำนึงว่าจะเกิดเป็นคดีพิพาทในจังหวัดใด ๆ ก็ตาม และเมื่อมีผู้กระทำละเมิดเป็นเหตุให้บุตรของโจทก์ที่ 2 ที่ 3 ถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 2 ที่ 3 ก็มีอำนาจฟ้องผู้กระทำละเมิดให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.223 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.425 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.438

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นเจ้าของรถยนต์รับจ้างรับส่งคนโดยสารจำเลยเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะคันที่ลูกจ้างของจำเลยขับชนรถของโจทก์ที่ ๑ ซึ่งขับโดยโจทก์ที่ ๕ โดยประมาท ทำให้รถโจทก์ที่ ๑ เสียหายทั้งยังเป็นเหตุให้โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ ได้รับบาดเจ็บ บุตรโจทก์ที่ ๒ ที่ ๓ และภริยาโจทก์ที่ ๖ ถึงแก่ความตาย จึงขอให้จำเลยผู้เป็นนายจ้าง ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์แต่ละคน จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการ รวมทั้งต่อสู้ว่า เหตุเกิดขึ้นมิใช่เพราะความประมาทของผู้ขับรถของจำเลย แต่เป็นความประมาทของโจทก์ที่ ๕ โจทก์ที่ ๒ ที่ ๓ มิใช่บิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เหตุแห่งการที่รถทั้งสองฝ่ายเกิดการชนกันขึ้นเป็นเพราะความประมาทของลูกจ้างจำเลย และโจทก์ที่ ๕ ลูกจ้างของโจทก์ที่ ๑ มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วย แต่ลูกจ้างของจำเลยมีส่วนประมาทมากกว่า จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างควรต้องรับผิดในความเสียหายต่อโจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๕ เพียงกึ่งหนึ่งของค่าเสียหายที่ได้รับ พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๖ เป็นรายบุคคล จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงว่า เหตุแห่งการที่รถของทั้งสองฝ่ายชนกันเกิดขึ้นจากความประมาทของลูกจ้างของจำเลย และโจทก์ที่ ๕ ลูกจ้างของโจทก์ที่ ๑ พอ ๆ กัน และวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า เมื่อเปรียบเทียบพฤติการณ์และความร้ายแรงของความประมาทระหว่างโจทก์ที่ ๕ กับนายผลหรือพลแล้วศาลฎีกาเห็นว่า ต่างมีความประมาทและความร้ายแรงพอ ๆ กันมิได้ยิ่งหย่อนกว่ากัน สมควรให้ค่าสินไหมทดแทนอันจะพึงใช้แก่กันนั้นเป็นพับ ซึ่งเป็นผลถึงโจทก์ที่ ๑ และจำเลยในฐานะที่ต่างฝ่ายต่างเป็นนายจ้างของลูกจ้างผู้กระทำละเมิดดังกล่าวไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเช่นกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๓, ๔๒๕, ๔๓๘ ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่า นายผลหรือพลลูกจ้างของจำเลยมีส่วนประมาทมากกว่าโจทก์ที่ ๕ และให้จำเลยในฐานะนายจ้างของนายผลหรือพลมีส่วนต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๕ นั้น ศาลฎีกาไม่อาจเห็นพ้องด้วยทั้งหมด ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาจำเลยในข้อที่ว่า โจทก์ที่ ๒ และโจทก์ที่ ๓ มิได้จดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงไม่เป็นสามีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย นายมา สาเหาะจึงไม่เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้บุคคลดังกล่าวจะมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดยะลา แต่มูลกรณีละเมิดเกิดในเขตจังหวัดสงขลา จะนำเอากฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกมาใช้บังคับแก่กรณีนี้ไม่ได้นั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ที่ ๒ และโจทก์ที่ ๓ เป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดยะลา ซึ่งได้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาสยะลา และสตูล พ.ศ. ๒๔๘๙ ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษให้ใช้บังคับแก่ผู้นับถือศาสนาอิสลามอันเกี่ยวด้วยครอบครัวและมรดก เฉพาะในสี่จังหวัดดังกล่าวแทนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ ว่าด้วยครอบครัวและบรรพ ๖ ว่าด้วยมรดก เมื่อโจทก์ที่ ๒ และโจทก์ที่ ๓ นำสืบว่าได้แต่งงานเป็นสามีภรรยาโดยถูกต้องตามกฎหมายอิสลาม ซึ่งจำเลยก็มิได้นำสืบหักล้างในข้อนี้ ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่า โจทก์ที่ ๒ และโจทก์ที่ ๓ เป็นสามีภรรยาและเป็นบิดามารดาของนายสาเหาะโดยชอบด้วยกฎหมายอันเป็นสิทธิเฉพาะตัวที่กฎหมายได้รับรอง โดยมิพักต้องคำนึงว่าจะเกิดเป็นคดีพิพาทในจังหวัดใด ๆ ก็ตาม โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องคดีเฉพาะโจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๕ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2812 - 2816/2525 นายสุนทร พงศ์กระพันธุ์ กับพวก โจทก์ บริษัทปัญญามิตร จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุนทร พงศ์กระพันธุ์ กับพวก · จำเลย - บริษัทปัญญามิตร จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สนิท อังศุสิงห์ · ปรีชา พานิชวงศ์ · สำเนียง ด้วงมหาสอน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสงขลา - นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ · ศาลอุทธรณ์ - นายพิพัฒน์ จักรางกูร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 1479/2542ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1000/2505ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1951/2519ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา