⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3246/2525

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3246/2525

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่สัญญาตกลงขยายกำหนดชำระหนี้ออกไปแล้ว ฝ่ายเจ้าหนี้จะถือว่าลูกหนี้ผิดสัญญาได้ก็ต่อเมื่อได้แจ้งให้ลูกหนี้ทราบว่าพร้อมจะรับชำระหนี้และกำหนดเวลาให้ลูกหนี้ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาที่ได้ตกลงขยายออกไปแล้วเท่านั้น

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินพร้อมทั้งพืชไร่บางส่วนในที่ดินจากจำเลยโดยโจทก์ได้วางเงินมัดจำซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่ซื้อขายกันให้จำเลยในวันทำสัญญา ส่วนเงินที่เหลือตกลงจะชำระในวันจดทะเบียนโอนที่ดิน ซึ่งตกลงกันว่าจะจดทะเบียนโอนกันภายในสามเดือนนับแต่วันทำสัญญา ก่อนครบกำหนดสามเดือน โจทก์ขอขยายกำหนดชำระเงินและจดทะเบียนโอนที่ดินออกไปอีกสามเดือน จำเลยยอมขยายให้เพียงหนึ่งเดือน ดังนี้มีผลเท่ากับคู่สัญญาได้ตกลงขยายกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ออกไปอีกหนึ่งเดือนแล้ว แม้โจทก์จะไม่ชำระราคาที่ดินภายในกำหนดเดิม โจทก์ก็ไม่ผิดสัญญา ในระหว่างที่ยังไม่ครบกำหนดหนึ่งเดือนตามที่คู่สัญญาได้ตกลงขยายออกไปนั้น โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยจัดการโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ภายในหนึ่งเดือน นับแต่วันได้รับหนังสือบอกกล่าว ถือได้ว่าโจทก์ได้กำหนดเวลาให้จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้แล้ว เมื่อจำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวภายหลังที่ครบกำหนดหนึ่งเดือนตามที่ได้ตกลงขยายระยะเวลาออกไปแล้ว มิได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ทั้งมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าพร้อมจะโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์และขอให้โจทก์ชำระราคาที่ดินภายในกำหนดหนึ่งเดือนตามหนังสือบอกกล่าว ย่อมถือได้ว่าจำเลยผิดสัญญาโดยไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีเงินชำระค่าที่ดินที่ค้างอยู่แก่จำเลยหรือไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.154 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.204 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.210 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.369 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.387

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อที่ดินมี น.ส.๓ พร้อมทั้งพืชไร่จากจำเลยในราคา ๑๑๕,๖๗๕ บาท โจทก์ได้วางเงินมัดจำไว้ ๔๐,๐๐๐ บาท ตกลงจะไปจดทะเบียนโอนทางทะเบียนภายในสามเดือนนับแต่วันทำสัญญา ถ้าโจทก์ผิดสัญญาจำเลยมีสิทธิริบเงินมัดจำได้ หากจำเลยผิดสัญญาจำเลยจะต้องคืนเงินมัดจำให้โจทก์พร้อมทั้งใช้ค่าเสียหาย ๒๐,๐๐๐ บาท ให้โจทก์เมื่อครบกำหนดตามสัญญาแล้วจำเลยไม่จดทะเบียนโอนสิทธิทางทะเบียนให้โจทก์ จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนเงินมัดจำและใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยได้ทำสัญญาจะขายที่ดินและพืชไร่ให้โจทก์ตามฟ้องจริง แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยไม่ไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินภายในกำหนด ทั้งนี้เพราะโจทก์ไม่มีเงินชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำเลยจึงมีสิทธิริบเงินมัดจำและไม่โอนที่ดินให้โจทก์ได้ และโจทก์ได้เก็บเอาพืชไร่ในที่ดินพิพาทไป จำเลยไม่สามารถปลูกพืชไร่ลงไปในที่ดินได้อีกทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าเสียหายตามฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยตามฟ้องแย้ง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว พิพากษากลับให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยให้จำเลยทั้งสองคืนเงินมัดจำ ๔๐,๐๐๐ บาท กับใช้เงินเบี้ยปรับแก่โจทก์ ๕,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยนำสืบว่า ก่อนครบกำหนดเวลาปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญา คือก่อนครบกำหนดสามเดือนนับแต่วันทำสัญญาจะซื้อขาย โจทก์ขอเลื่อนเวลาปฏิบัติการชำระหนี้ไปอีกสามเดือนเนื่องจากไม่มีเงินชำระค่าที่ดินที่ค้าง แต่จำเลยยอมตกลงให้เลื่อนไปได้อีกเพียงหนึ่งเดือน เห็นว่าแม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยนำสืบ วันครบกำหนดสามเดือนตามสัญญาจะซื้อขายคือวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๒๒ จำเลยยอมให้เลื่อนเวลาไปอีกหนึ่งเดือนจะครบกำหนดในวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๒๒ การที่จำเลยยอมให้โจทก์เลื่อนเวลาปฏิบัติการชำระหนี้ไปอีกหนึ่งเดือนเช่นนี้มีผลเท่ากับว่าคู่สัญญาได้ตกลงขยายเวลาที่กำหนดไว้ให้ชำระหนี้ตามสัญญาไปอีกหนึ่งเดือน ถึงแม้โจทก์จะไม่ชำระเงินค่าที่ดินที่ค้างอยู่ให้แก่จำเลยในวันครบกำหนดเวลาตามสัญญาเดิม ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์ผิดสัญญา เพราะได้มีการตกลงขยายเวลาตามสัญญาไปอีกหนึ่งเดือนแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏว่าก่อนครบกำหนดเวลาหนึ่งเดือนตามที่คู่สัญญาได้ตกลงขยายเวลาออกไปโจทก์ได้มีหนังสือลงวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๒๒ บอกกล่าวให้จำเลยจัดการโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันได้รับหนังสือ จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๒๒ อันเป็นเวลาภายหลังที่ครบกำหนดหนึ่งเดือนตามที่ได้ขยายระยะเวลาไว้และเมื่อครบกำหนดหนึ่งเดือนตามหนังสือบอกกล่าวคือวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๒๒ แล้ว จำเลยก็ไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาแต่อย่างใดและก็มิได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าจะจัดการโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ตามที่โจทก์แจ้งหรือไม่ การที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยจัดการโอนที่ดินพิพาทนั้น ถือได้ว่าโจทก์ได้กำหนดเวลาให้จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้แล้ว เมื่อจำเลยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบว่าพร้อมจะโอนที่ดินให้โจทก์และขอให้โจทก์ชำระราคาที่ดินภายในกำหนด ๑ เดือน ตามหนังสือบอกกล่าวย่อมถือได้ว่าจำเลยผิดสัญญา กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ว่าโจทก์มีเงินชำระค่าที่ดินพิพาทที่ค้างอยู่ให้แก่จำเลยหรือไม่ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3246/2525 นางโสม หมัดยะราน โจทก์ นายทองฮวด แซ่ฮ้อ ที่ 1 กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางโสม หมัดยะราน · จำเลย - นายทองฮวด แซ่ฮ้อ ที่ 1 กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อำนวย อินทุภูติ · สุทิน เลิศวิรุฬห์ · อาจ ปัญญาดิลก
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชลบุรี - นายบุญเลิศ เย็นทรวง · ศาลอุทธรณ์ - นายเริ่ม ธรรมดุษฎี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 10166/2539ฎีกา 394/2550ฎีกา 2467/2526ฎีกา 2821/2522ฎีกา 560/2553ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2983/2549ฎีกา 6239/2551ฎีกา 42/2516ฎีกา 615/2531ฎีกา 8114-8868/2546ฎีกา 1627/2505ฎีกา 92/2531ฎีกา 3145/2545ฎีกา 4564/2543ฎีกา 8543/2544ฎีกา 1776/2541ฎีกา 3005/2541ฎีกา 9571/2544ฎีกา 279/2513ฎีกา 1409/2537ฎีกา 2959/2540ฎีกา 1376/2512ฎีกา 5255/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา