⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3837-3838/2525

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3837-3838/2525

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การต่อสู้คดีว่าสัญญาเช่าเป็นนิติกรรมอำพรางเพื่อปกปิดสัญญาซื้อขายนั้น ไม่ใช่การโต้เถียงเรื่องการตีความข้อสัญญา แต่เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ ซึ่งหากเป็นข้อเท็จจริงที่ห้ามอุทธรณ์ตามกฎหมาย การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงไม่ทำให้ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากบ้านเช่าซึ่งขณะยื่นคำฟ้องมีอัตราค่าเช่าเดือนละ 300 บาท กับเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระอีก 10,800 บาท จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ได้ตกลงขายบ้านพิพาทพร้อมที่ดินให้จำเลย โดยให้จำเลยผ่อนชำระราคา โจทก์ได้ส่งมอบที่ดินและบ้านให้จำเลยเข้าอยู่อาศัยเป็นเจ้าของ จำเลยได้ผ่อนชำระราคาไปบางส่วนแล้ว ต่อมาจำเลยขัดข้องทางการเงินจึงมิได้ผ่อนชำระ โจทก์จึงให้จำเลยทำสัญญาเช่าไว้โดยตกลงกันว่าเมื่อจำเลยนำเงินอีกจำนวนหนึ่งมาให้โจทก์เมื่อใด โจทก์จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมด้วยบ้านให้แก่จำเลยทันที สัญญาเช่าจึงเป็นนิติกรรมอำพราง ข้อต่อสู้ของจำเลยดังกล่าวหาใช่เป็นการกล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์แต่อย่างใดไม่ เพราะจำเลยยังยอมรับอำนาจกรรมสิทธิ์ของโจทก์อยู่ ทั้งการที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญาเช่าเป็นนิติกรรมอำพรางนั้นก็มิใช่เป็นการยกข้อโต้เถียงในเรื่องแปลความหมายแห่งข้อความในสัญญาเช่าดังนั้น คดีจึงห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อเท็จจริงจึงหาชอบไม่ต้องถือว่าข้อเท็จจริงเป็นอันยุติไปตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.224 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกและจำเลยสำนวนหลังว่าโจทก์ เรียกโจทก์สำนวนหลังและจำเลยสำนวนแรกว่า จำเลย สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าบ้านพิพาทจากโจทก์ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 300 บาท จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า จึงขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากบ้านพิพาท กับขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้เช่าบ้านพิพาท แต่โจทก์ตกลงขายที่ดินพร้อมด้วยบ้านพิพาทให้จำเลยโดยให้จำเลยผ่อนชำระ โจทก์ได้ส่งมอบที่ดินและบ้านให้จำเลยเข้าอยู่อาศัยเป็นเจ้าของตลอดมา ต่อมาจำเลยเดือดร้อนทางการเงินจึงมิได้ผ่อนชำระ โจทก์ได้ให้จำเลยทำสัญญาเช่าไว้โดยมิได้มีเจตนาจะผูกพันตามสัญญาเช่า แต่ตกลงกันว่าเมื่อจำเลยชำระเงินอีก 30,000 บาทให้โจทก์เมื่อใด โจทก์จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านให้แก่จำเลยทันที ขอให้ยกฟ้อง สำนวนหลังจำเลยฟ้องโจทก์มีใจความทำนองเดียวกับคำให้การในสำนวนแรก ขอให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านให้แก่จำเลยและรับเงิน 30,000 บาทจากจำเลย โจทก์ให้การว่า ไม่เคยตกลงขายที่ดินและบ้านให้จำเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวาร ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีสำนวนแรกเป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสองพันบาท และเรียกค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์อันมีทุนทรัพย์ไม่เกินสองหมื่นบาท ที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ตกลงขายที่ดินพร้อมด้วยบ้านให้จำเลยในราคา 60,000 บาท โดยยอมให้จำเลยผ่อนชำระเป็นรายปีโจทก์ได้ส่งมอบที่ดินพร้อมด้วยบ้านให้จำเลยเข้าอยู่อาศัยในฐานะเจ้าของตลอดมาและจำเลยได้ผ่อนชำระราคาให้โจทก์รวมเป็นเงิน 46,800 บาทต่อมาจำเลยไม่มีเงินชำระจึงตกลงกันว่าเมื่อจำเลยได้รับเงินส่วนแบ่งจากกองมรดกวันใด ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์อีก 30,000 บาท และโจทก์จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมด้วยบ้านให้แก่จำเลยทันทีนั้น จำเลยเพียงแต่อ้างว่า จำเลยมีสิทธิที่จะอยู่ในบ้านรายพิพาทได้ตามสัญญา หาใช่เป็นการกล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์แต่อย่างใดไม่ เพราะจำเลยยังยอมรับอำนาจกรรมสิทธิ์ของโจทก์อยู่ ทั้งการที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญาเช่าบ้านรายพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางนั้นก็มิใช่เป็นการยกข้อโต้เถียงในเรื่องแปลความหมายแห่งข้อความในสัญญาเช่า ดังนั้น คดีสำนวนแรกจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อเท็จจริงจึงหาชอบไม่ต้องถือว่าข้อเท็จจริงเป็นอันยุติไปตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในสำนวนแรกซึ่งล้วนแต่เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ส่วนคดีสำนวนหลังเป็นคดีเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วพิพากษายืนในคดีสำนวนหลัง ส่วนคดีสำนวนแรกให้ยกฎีกาของจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3837 - 3838/2525 นางพึงใจ พงศ์พิพัฒน์ โจทก์ นายจำรูญ รัตนพิชัย จำเลย นายจำรูญ รัตนพิชัย โจทก์ นางพึงใจ พงศ์พิพัฒน์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางพึงใจ พงศ์พิพัฒน์ · จำเลย - นายจำรูญ รัตนพิชัย · โจทก์ - นายจำรูญ รัตนพิชัย · จำเลย - นางพึงใจ พงศ์พิพัฒน์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศักดิ์ สนองชาติ · นิยม ติวุตานนท์ · ชัยวัฒน์ ชมพูนุท
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6039/2545ฎีกา 506/2507ฎีกา 5845/2540ฎีกา 364/2536ฎีกา 4957/2536ฎีกา 2540/2539ฎีกา 1478/2523ฎีกา 4123/2543ฎีกา 2630/2545ฎีกา 667/2511ฎีกา 3643/2537ฎีกา 9686/2539ฎีกา 3926/2539ฎีกา 38/2549ฎีกา 9151/2539ฎีกา 7159/2544ฎีกา 5846/2531ฎีกา 4340-4341/2545ฎีกา 53/2537ฎีกา 1216/2538ฎีกา 537/2540ฎีกา 1066-1067/2509ฎีกา 891/2538ฎีกา 3552/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา