⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3546/2526

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3546/2526

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้บังคับบัญชาจะรับผิดฐานละเมิดต่อความเสียหายที่เกิดจากการกระทำทุจริตของผู้ใต้บังคับบัญชาได้ ก็ต่อเมื่อผู้บังคับบัญชานั้นได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หรือตามระเบียบที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นเหตุโดยตรงให้เกิดความเสียหายนั้นขึ้น.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 4 และที่ 6 ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาของนายกิตติได้ประมาทเลินเล่อต่อการปฏิบัติงานตามหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบและคำสั่งที่โจทก์วางไว้ ละเลยไม่ควบคุมดูแลตรวจสอบการเก็บเงิน รับเงินและส่งเงินของนายกิตติผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาจนเป็นเหตุให้นายกิตติทุจริตเบียดบังเงินค่าน้ำประปาและค่ามาตราวัดน้ำจำนวน 815,985.08 บาทของโจทก์ไปเป็นประโยชน์ต่อส่วนตัว เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทั้งผิดสัญญาจ้างและสัญญาตัวแทนเป็นที่เสียหายแก่โจทก์ ดังนี้เป็นคำบรรยายฟ้องที่ชัดแจ้งถึงสภาพแห่งข้อหา และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับที่นายกิตติเบียดบังอย่างไร จำเลยที่ 4 และที่ 6 ประมาทเลินเล่ออย่างไร โจทก์นำสืบได้ในชั้นพิจารณา จำเลยที่ 4 และที่ 6 ปล่อยปละละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบของโจทก์ ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทุจริตเบียดบังเอาเงินค่าน้ำประปาของโจทก์ไป เป็นการประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติงานตามหน้าที่เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์และต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เท่าที่โจทก์เสียหายไป ระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรีที่ได้กำหนดตัวผู้บังคับบัญชาที่จะต้องรับผิดร่วมกับผู้ใต้บังคับบัญชาในกรณีที่มีการทุจริตทำให้เสียหายมิใช่กฎหมาย ดังนั้น จะถือว่าผู้บังคับบัญชาเหนือชั้นขึ้นไปกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยเด็ดขาดเสมอไปมิได้ การกระทำใด ๆจะเป็นละเมิดหรือไม่ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 บรรยายฟ้องว่าจำเลยประมาทเลินเล่อปล่อยให้นายกิตติยักยอกเงินของโจทก์ไป แต่นำสืบว่า นายกิตติซึ่งมีหน้าที่จ่ายใบเสร็จรับเงินให้พนักงานอื่นไปเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำประปาได้เอาใบเสร็จรับเงินไปเก็บเงินเสียเองแล้วเบียดบังเอาเงินนั้นไปเป็นประโยชน์ต่อส่วนตัว ไม่เป็นการนำสืบนอกฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.185 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งแปดซึ่งเป็นลูกจ้างและตัวแทนของโจทก์ได้ร่วมกันกระทำผิดระเบียบและคำสั่งของโจทก์ ละเลยไม่ควบคุมดูแลตรวจสอบการเก็บเงิน การรับเงิน และการส่งเงินและไม่ตรวจสอบบิลค่าน้ำประปาในความรับผิดชอบของนายกิตติผู้ใต้บังคับบัญชา ทำให้นายกิตติทุจริตเบียดบังเงินค่าน้ำประปาและเงินค่ารักษามาตรวัดน้ำจำนวน ๘๑๕,๙๘๕.๐๘ บาท ของโจทก์ไปเป็นประโยชน์ต่อส่วนตัว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ เป็นการผิดสัญญาจ้างและสัญญาตัวแทนเป็นที่เสียหายแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๕ และที่ ๘ ให้การทำนองเดียวกันว่า ไม่ได้เป็นผู้บังคับบัญชาของนายกิตติ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๔ ที่ ๖ และที่ ๗ ให้การทำนองเดียวกันว่า ได้ปฏิบัติตามระเบียบของโจทก์ฉบับที่ ๓ แล้ว มิได้ประมาทเลินเล่อ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๔ ที่ ๖ และที่ ๗ ใช้เงินจำนวน ๘๑๕,๙๘๕.๐๘ บาทและดอกเบี้ยแก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยอื่น จำเลยที่ ๔ ที่ ๖ และที่ ๗ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๗ ด้วย จำเลยที่ ๔ และที่ ๖ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ในประเด็นที่ว่าคำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นั้น เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องฟังได้ชัดแจ้งถึงสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ ๔ และที่ ๖ ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาของนายกิตติได้ประมาทเลินเล่อต่อการปฏิบัติงานตามหน้าที่ เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทั้งผิดสัญญาจ้างและสัญญาตัวแทนเป็นการเสียหายแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยที่ ๔ และที่ ๖ ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์จำนวนเงิน ๘๑๕,๙๘๕.๐๘ บาท และบรรยายถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาก็คือจำเลยที่ ๔ และที่ ๖ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบและคำสั่งที่โจทก์วางไว้ ละเลยไม่ควบคุมดูแลตรวจสอบการเก็บเงิน การรับเงิน และการส่งเงินของนายกิตติผู้ใต้บังคับบัญชาจนเป็นเหตุให้นายกิตติทุจริตเบียดบังเงินค่าน้ำประปาและเงินค่ามาตรวัดน้ำจำนวน ๘๑๕,๙๘๕.๐๘ บาท ของโจทก์ไปเป็นประโยชน์ต่อส่วนตัว ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับที่นายกิตติเบียดบังเงินค่าน้ำประปาและเงินค่ามาตรวัดน้ำของโจทก์อย่างไร และจำเลยที่ ๔ และที่ ๖ ประมาทเลินเล่ออย่างไรนั้น โจทก์นำสืบได้ในชั้นพิจารณาคำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ประเด็นที่ว่าจำเลยที่ ๔ และที่ ๖ กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่นั้นข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ ๔ และที่ ๖ เป็นผู้บังคับบัญชาชั้นใกล้ชิดที่สุดของนายกิตติซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ควบคุมใบเสร็จรับเงินของเขต ๓ จำเลยที่ ๔ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกรายได้ ซึ่งตามข้อบังคับการประปานครหลวงฉบับที่ ๗ ว่าด้วยการรับ - จ่าย การเก็บรักษาเงิน พ.ศ. ๒๕๑๒ ข้อ ๑๖ ข้อ ๒๐ และข้อ ๒๑ ตามเอกสารหมาย จ.๓๔ ได้กำหนดให้หัวหน้าแผนกรายได้มีหน้าที่จ่ายใบเสร็จรับเงินให้พนักงานเก็บเงินไปเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำประปา ตรวจสอบจำนวนเงินตามใบนำส่ง และจำนวนใบเสร็จรับเงินคงเหลือให้ถูกต้องตรงกัน ส่วนจำเลยที่ ๖ ดำรงตำแหน่งเป็นพนักงานควบคุมเขต ๑ ถึงเขต ๖ มีหน้าที่ควบคุมการจ่ายใบเสร็จรับเงินแก่พนักงานควบคุมใบเสร็จรับเงินเพื่อมอบให้พนักงานเก็บเงินไปเก็บเงินโดยตรง และมีหน้าที่ตรวจสอบจำนวนใบเสร็จรับเงินที่เก็บเงินได้และไม่ได้เป็นประจำวัน ฉะนั้นหากจำเลยที่ ๔ และที่ ๖ ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบของโจทก์แล้วจะสามารถควบคุมไม่ให้นายกิตติทุจริตเอาใบเสร็จรับเงินไปเก็บเงินแล้วเบียดบังเอาเงินไปเป็นประโยชน์ต่อส่วนตัวได้ เหตุที่นายกิตติกระทำทุจริตเบียดบังเอาเงินค่าน้ำประปาของโจทก์ได้ก้เพราะจำเลยที่ ๔ และที่ ๖ ขาดความระมัดระวังและปล่อยปละละเลยไม่ตรวจสอบเป็นประจำวันว่าใบเสร็จรับเงินที่เก็บเงินได้และไม่ได้ พร้อมทั้งจำนวนเงินที่เก็บได้ว่ามียอดครบถ้วนตรงกันหรือไม่ จำเลยที่ ๔ และที่ ๖ จึงกระทำละเมิดต่อโจทก์ และต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เท่าที่โจทก์เสียหายไปคือเป็นเงิน ๘๑๕,๙๘๕.๐๘ บาท ส่วนประเด็นที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นั้น เห็นว่าระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ได้กำหนดตัวผู้บังคับบัญชาจะต้องรับผิดร่วมกับผู้ใต้บังคับบัญชาในกรณีที่มีการทุจริตทำให้เสียหายนั้นมิใช่กฎหมาย จะถือว่าผู้บังคับบัญชาเหนือชั้นขึ้นไปกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยเด็ดขาดเสมอไปมิได้ การกระทำใด ๆ จะเป็นการละเมิดหรือไม่ ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ บังคับไว้ ที่จำเลยที่ ๔ และที่ ๖ ฎีกาว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยประมาทเลินเล่อปล่อยให้นายกิตติยักยอกเอาเงินของโจทก์ไป แต่ทางนำสืบของโจทก์กลับนำสืบว่านายกิตติยักยอกเอาใบเสร็จรับเงินไปแล้วไปเก็บเงินเป็นประโยชน์ต่อส่วนตัว ข้อนำสืบของโจทก์จึงเป็นการนำสืบนอกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า นายกิตติมีหน้าที่จ่ายใบเสร็จรับเงินให้พนักงานเก็บเงินไปเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำประปา เมื่อพนักงานเก็บเงินเก็บเงินไม่ได้จะต้องนำใบเสร็จรับเงินนั้นมาคืนนายกิตติแล้วนายกิตติเก็บรักษาไว้เพื่อรอให้พนักงานเก็บเงินนำไปเก็บเงินใหม่หรือรอให้ผู้ใช้น้ำประปานำเงินมาชำระเอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่านายกิตติเป็นผู้ครอบครองรักษาใบเสร็จรับเงินนั้นไว้ ครั้งเมื่อนายกิตติเอาใบเสร็จรับเงินเหล่านั้นไปเก็บเงินเสียเองแล้วเบียดบังเอาเงินนั้นไปเป็นประโยชน์ต่อส่วนตัว จึงถือได้ว่าได้ว่านายกิตติเบียดบังเอาเงินของโจทก์ไปไม่เป็นการสืบนอกฟ้องแต่ประการใด ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3546/2526 การประปานครหลวง โจทก์ นายธนะ บุนนาค กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - การประปานครหลวง · จำเลย - นายธนะ บุนนาค กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุชาติ จิวะชาติ · พิศิษฏ์ เทศะบำรุง · วีระ ทรัพยไพศาล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายมงคล เปาอินทร์ · ศาลอุทธรณ์ - นายพิชัย วุฒิจำนงค์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 5473/2548ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2834/2527ฎีกา 272/2490ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 6105/2531ฎีกา 7335/2538ฎีกา 861/2540ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 307/2513ฎีกา 713/2512ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 4484/2536ฎีกา 1687/2497ฎีกา 226/2532ฎีกา 1003/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา