⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3719/2526

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3719/2526

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การมีข้อโต้แย้งสิทธิเกี่ยวกับเงินบำเหน็จตกทอด ทำให้ผู้มีส่วนได้เสียมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาล 2. การสมรสที่จดทะเบียนจะถือเป็นโมฆะได้ต่อเมื่อมีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดแสดงการสมรสเป็นโมฆะเท่านั้น 3. ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงในสำนวนคดีได้เองโดยไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่ หากเห็นสมควร

ย่อคำพิพากษา

แม้พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 มาตรา 51 จะบัญญัติหน้าที่ของกระทรวงเจ้าสังกัดจำเลยที่ 1 เพียงรับตรวจสอบเรื่องขอรับบำเหน็จตกทอด นำส่งให้ถึงกระทรวงการคลังและให้กระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณาสั่งก็ตามเมื่อกองทัพอากาศจำเลยที่ 1 ได้เสนอความเห็นส่งต่อไปถึงกระทรวงการคลัง ขอให้กันบำเหน็จตกทอดส่วนของภรรยาไว้ เพราะภรรยาคนแรกของผู้ตายยังมิได้ดำเนินการให้ศาลสั่งว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายเป็นโมฆะ จนเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับเงินบำเหน็จตกทอดส่วนของโจทก์นั้น ถือได้แล้วว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ผู้ตายอยู่กินฉันสามีภรรยากับ ส.ก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และยังไม่ขาดจากการสมรส ต่อมาผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาศาลแสดงว่าการสมรสของโจทก์เป็นโมฆะ จะถือว่าโจทก์ไม่เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายหาได้ไม่ โจทก์จึงมีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดส่วนของภรรยา ศาลอุทธรณ์มีอำนาจที่จะวินิจฉัยคดีโดยเพียงแต่พิจารณาฟ้องอุทธรณ์คำแก้อุทธรณ์ เอกสารและหลักฐานทั้งปวงในสำนวนความได้ ฉะนั้น แม้ศาลอุทธรณ์จะมีอำนาจพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น แล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ได้แต่เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นสมควรที่จะวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่แล้วในสำนวนก็ชอบจะทำได้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.240 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1495 พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ม.51

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภรรยาของเรืออากาศเอกเกื้อ เมื่อเรืออากาศเอกเกื้อถึงแก่กรรม โจทก์จึงมีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดของผู้ตาย แต่จำเลยทั้งสองปฏิเสธการเบิกจ่าย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินบำเหน็จตกทอดจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับเรืออากาศเอกเกื้อ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่ได้ปฏิเสธสิทธิของโจทก์ จำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ต้องรับผิด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอด ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินการเบิกจ่ายบำเหน็จตกทอดให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๙,๙๒๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า เรืออากาศเอกเกื้อ อยู่กินฉันสามีภรรยากับนางสงวนก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ และยังไม่ขาดจากการสมรส ต่อมาผู้ตายสมรสกับโจทก์ เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายโจทก์ขอรับบำเหน็จตกทอดในฐานะภรรยาและในฐานะมารดาผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตรผู้เยาว์ จำเลยที่ ๑ ได้เสนอความเห็นไปยังกระทรวงกลาโหม ขอให้กระทรวงการคลังจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่บุตรผู้เยาว์ก่อน และขอกันส่วนของภรรยาไว้ เพราะนางสงวนยังมิได้ดำเนินการให้ศาลสั่งว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายเป็นโมฆะจำเลยที่ ๑ ฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า ๑. จำเลยที่ ๑ มิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๔๙๔ มาตรา ๕๑ จะบัญญัติหน้าที่ของกระทรวงเจ้าสังกัดจำเลยที่ ๑ เพียงรับตรวจสอบนำส่งให้ถึงกระทรวงการคลังและให้กระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณาสั่งก็ตาม เมื่อจำเลยที่ ๑ ได้เสนอความเห็นส่งต่อไปถึงกระทรวงการคลัง ขอให้กันบำเหน็จตกทอดส่วนของภรรยาไว้ จนเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับเงินบำเหน็จตกทอดส่วนของโจทก์นั้น ถือได้แล้วว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ โจทก์มีอำนาจฟ้อง ๒. เจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการให้ชายหรือหญิงมีคู่สมรสที่ถูกต้องได้เพียงคนเดียว ฉะนั้นจะถือว่าเมื่อยังไม่มีคำพิพากษาของศาลแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ ภรรยาทั้งสองก็เป็นภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมายด้วยกันหาได้ไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติไว้ชัดว่า คำพิพากษาศาลเท่านั้นจะแสดงว่าการสมรสใดเป็นโมฆะ ฉะนั้นตราบใดที่ไม่มีคำพิพากษาศาลแสดงว่าการสมรสของโจทก์เป็นโมฆะ จะถือว่าโจทก์ไม่เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายหาได้ไม่โจทก์จึงมีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดในส่วนของภรรยา ๓. ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยในประเด็นที่ว่า โจทก์เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายและมีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดเพียงใด ฉะนั้นศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว เห็นว่า ศาลอุทธรณ์มีอำนาจที่จะวินิจฉัยคดีโดยเพียงแต่พิจารณาฟ้องอุทธรณ์ คำแก้อุทธรณ์ เอกสารและหลักฐานทั้งปวงในสำนวนความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๐ ฉะนั้นแม้ศาลอุทธรณ์จะมีอำนาจพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ได้ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นสมควรที่จะวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่แล้วในสำนวนก็ชอบที่จะทำได้ โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๓ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3719/2526 นางบุญปลูก สังข์ปิ่น โจทก์ กองทัพอากาศ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางบุญปลูก สังข์ปิ่น · จำเลย - กองทัพอากาศ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประกอบ วณิคพันธุ์ · ชลูตม์ สวัสดิทัต · สุรัช รัตนอุดม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายเอกชัย วิมานะ · ศาลอุทธรณ์ - นายจรัส อุดมวรชาติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 2520/2544ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528ฎีกา 2898/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา