⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 503/2526

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 503/2526

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่กรณีตกลงให้คณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานครเป็นอนุญาโตตุลาการชี้ขาดข้อพิพาท และยอมรับคำชี้ขาดของคณะกรรมการฯ เป็นหลักในการตัดสินของศาล ศาลต้องบังคับให้เป็นไปตามคำชี้ขาดนั้น

ย่อคำพิพากษา

เมื่อบิดาโจทก์จำเลยถึงแก่กรรม บุตร 6 คนขอรับโอนมรดกที่ดินพิพาท ต่อมาบุตร 4 คนยกที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้โจทก์จำเลยแล้วโจทก์จำเลยทำบันทึกตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทแต่ยังมิได้รังวัดแบ่งแยกโฉนด ต่อมาสามีจำเลยและโจทก์ลงชื่อในฐานะคู่กรณี จำเลยลงชื่อในฐานะพยานในเอกสารมีข้อความว่า ทั้งสองฝ่ายยอมปฏิบัติตามคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร และยอมให้นำเอกสารคำวินิจฉัยชี้ขาดเป็นหลักในการตัดสินชี้ขาดของศาล ดังนี้ ถือได้ว่าเป็นข้อตกลงตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานครเป็นอนุญาโตตุลาการชี้ขาดข้อพิพาทของโจทก์จำเลยเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งหมด เมื่อคณะกรรมการฯ ทำคำชี้ขาดและแจ้งจำเลยแล้ว จำเลยก็ต้องปฏิบัติตามศาลต้องบังคับให้เป็นไปตามคำชี้ขาดดังกล่าว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.221

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ให้จำเลยไปยื่นคำขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาทต่อสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร โดยให้ทำการรังวัดที่ดินทางด้านทิศเหนือตามแนวคันนาขนานกับลำรางสาธารณะยาวตลอดทิศตะวันตกจดทิศตะวันออกให้ได้เนื้อที่ 10 ไร่เป็นของจำเลย ด้านทิศใต้ของโฉนดจากที่เหลือเป็นของโจทก์เสียค่าใช้จ่ายคนละครึ่ง หากจำเลยไม่ไปก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่านางมุ้ มูหะหมัดตอเฮม นางเต๊ะ บุญมาเลิศ นายเฮมโก๊กหรือเฮมโก๊ด มะขยันนางฉิม สีใส รวมทั้งโจทก์และจำเลยเป็นบุตรของนายฮีมหรือโต๊ะฮิม นางเยาะที่ดินพิพาทตามโฉนดเอกสารหมาย จ.3 ตามหน้าโฉนดมีเนื้อที่ 21 ไร่ 2 งาน68 ตารางวา (แต่เนื้อที่ที่แท้จริงตามแผนที่วิวาทประมาณ 30 ไร่ 1 งาน11 ตารางวา) เดิมมีชื่อนายฮีมหรือโต๊ะฮีม บิดาโจทก์จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เมื่อนายฮีมหรือโต๊ะฮีมถึงแก่กรรม บุตรทั้งหกคนได้ขอรับโอนมรดกใส่ชื่อตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาท ต่อมาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2495นางมุ้ มูหะหมัดตอเฮม นางเต๊ะ บุญมาเลิศ นายเฮมโก๊กหรือเฮมโก๊ด มะขยันและนางฉิม สีใส ได้จดทะเบียนทำนิติกรรมยกที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนให้แก่โจทก์และจำเลยดังปรากฏตามเอกสารหมาย ล.1 และ จ.3 โฉนดที่ดินพิพาทจึงมีชื่อโจทก์จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันแต่นั้นเป็นต้นมาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2514 โจทก์จำเลยได้ทำบันทึกตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.5 และยังไม่มีการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินพิพาทตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า คณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานครเป็นอนุญาโตตุลาการชี้ขาดข้อพิพาทของโจทก์จำเลยโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยมีส่วนในที่ดินพิพาทตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.5 เท่าใด ปัญหาที่ว่าคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานครเป็นอนุญาโตตุลาการชี้ขาดข้อพิพาทของโจทก์จำเลยโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น โจทก์มีหะยีอับดุลเราะห์มาน เพียรมานะ กรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานครเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า โจทก์จำเลยและสามีจำเลยตกลงมอบข้อพิพาทเรื่องนี้ให้คณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานครวินิจฉัยชี้ขาดและได้ลงลายมือชื่อให้ไว้เป็นหลักฐานดังปรากฏตามเอกสารหมาย จ.2 อันเป็นการนำสืบตามประเด็นข้อกล่าวอ้างของโจทก์ มิใช่โจทก์ไม่นำสืบในประเด็นข้อนี้ดังคำแก้ฎีกาของจำเลย ประกอบกับคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าสามีจำเลยโดยความเห็นชอบของจำเลยและโจทก์ตกลงมอบเรื่องให้คณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานครเป็นอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาด จำเลยมิได้ให้การถึง ถือได้ว่าเป็นการยอมรับ ข้อนำสืบปฏิเสธของจำเลยในเรื่องนี้ฟังไม่ขึ้น ปรากฏว่า การตกลงมอบเรื่องให้คณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานครวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2สามีจำเลยโดยความเห็นชอบของจำเลยและโจทก์ได้ทำขึ้นเมื่อวันที่ 14มีนาคม 2516 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.5 และจำเลยกับสามีจดทะเบียนสมรสตามเอกสารหมาย ล.2 ถึงหนึ่งปีเศษ โดยข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.2 มีความว่านายสุไลมาน มะขยัน หมายถึงสามีจำเลยและโจทก์คู่กรณีเกี่ยวกับที่ดินของนางแมะ มะขยัน ขอให้ถ้อยคำยืนยันต่อหะยีอับดุลเราะห์มาน เพียรมานะ กรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานครดังต่อไปนี้ ข้อ 1. ทั้งสองฝ่ายยินยอมปฏิบัติตามคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานครโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้นข้อ 2. ทั้งสองฝ่ายยินยอมให้นำเอกสารคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานครเป็นหลักในการตัดสินชี้ขาดของศาลสถิตยุติธรรม และถือเป็นสัญญายินยอมของทั้งสองฝ่ายด้วยความเต็มใจ ข้อ 3.ทั้งสองฝ่ายขอรบัรองว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2669 (หมายถึงที่ดินพิพาท) และส่วนเกินจากโฉนดดังกล่าวอยู่ในความปกครองของนางแมะ มะขยัน มาแต่เดิม สามีจำเลยและโจทก์ได้ลงลายมือชื่อท้ายข้อความในเอกสารดังกล่าวในฐานะคู่กรณี และจำเลยลงลายมือชื่อในฐานะพยาน ซึ่งจำเลยก็เบิกความรับรองลายมือชื่อของสามีจำเลยและยอมรับว่าได้มีการอ่านข้อความในเอกสารหมาย จ.2 ให้จำเลยฟังโดยถูกต้อง ถือได้ว่า ข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.2 เป็นข้อตกลงตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานครเป็นอนุญาโตตุลาการชี้ขาดข้อพิพาทของโจทก์จำเลยเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งหมดและข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของหะยีอับดุลเราะห์มาน เพียรมานะ พยานโจทก์ว่า อาศัยการซักถามคู่กรณีประกอบกับเอกสารหมาย จ.1 จ.2 จ.4 และ จ.5 คณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานครได้ทำคำชี้ขาดระบุให้จำเลยมีส่วนในที่ดินพิพาทเป็นจำนวนเพียง 10 ไร่ ส่วนที่เหลือนอกจากนั้นซึ่งรวมทั้งที่ปรากฏในโฉนดและที่เกินจากโฉนดดังกล่าวให้เป็นของโจทก์และนางสาวอามีนะ (น่าจะหมายถึงนางนะ หรืออามีนะ มูฮัมหมัด ตอเฮม ซึ่งมีส่วนจำนวนเพียง 1 ไร่ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.5) ดังปรากฏตามเอกสารหมาย จ.6ซึ่งประธานและคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร ได้แจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามคำชี้ขาดข้างต้นแล้วตามเอกสารหมาย จ.7 จ.8 และ จ.9เช่นนี้ จำเลยก็ต้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานครผู้ทำหน้าที่เป็นอนุญาโตตุลาการตามข้อตกลงของโจทก์และจำเลย กรณีจึงต้องบังคับให้เป็นไปตามคำชี้ขาดดังกล่าวนั้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นอีก" พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมรวมสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 503/2526 นางหนับ ปานคำ โจทก์ นางคอลีเฟาะ มะขยัน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางหนับ ปานคำ · จำเลย - นางคอลีเฟาะ มะขยัน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กิติ บูรพรรณ์ · ประสม ศรีเจริญ · ธรรมสถิตย์ ธีรกุล
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1925/2522ฎีกา 175/2519ฎีกา 275/2504ฎีกา 1167/2532ฎีกา 1339/2538ฎีกา 427/2522ฎีกา 2602/2533ฎีกา 467/2539ฎีกา 611/2535ฎีกา 3250/2545ฎีกา 4658/2533ฎีกา 1077-1078/2512ฎีกา 2556/2536ฎีกา 1982/2524ฎีกา 2441/2534ฎีกา 2755/2516ฎีกา 298/2539ฎีกา 2690/2522ฎีกา 5513/2540ฎีกา 502/2522ฎีกา 4148/2541ฎีกา 698/2521ฎีกา 2546/2547ฎีกา 262/2489
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา