⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1044/2527

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1044/2527

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การจัดตารางการทำงานล่วงหน้าโดยหัวหน้างาน ไม่ถือเป็นการสั่งการโดยตรง และการไม่เข้าเวรตามตารางถือเป็นเพียงการขาดงานเท่านั้น การเล่นการพนันนอกเวลาปฏิบัติหน้าที่และสถานที่ทำงาน ไม่ถือเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงอันจะเป็นเหตุให้ถูกไล่ออกได้

ย่อคำพิพากษา

กำหนดเวลาทำงานของโจทก์ซึ่งเป็นยามรักษาการณ์นั้น หัวหน้างานได้จัดทำตารางการเข้าทำงานล่วงหน้าไว้เป็นรายวันประจำเดือนเพื่อให้บรรดายามรักษาการณ์ได้รู้กำหนดเวลาที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ และเพื่อความสะดวกของผู้บังคับบัญชาเองที่ไม่ต้องกำหนดเวลาอย่างกะทันหันโดยที่โจทก์และยามรักษาการณ์ไม่อาจทราบได้ทันกำหนดเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการที่สั่งให้โจทก์กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด และเมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามเป็นการขัดคำสั่งหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาพฤติการณ์ของโจทก์ที่ไม่ไปเข้าเวรยามตามกำหนดเวลาเป็นเพียงการขาดงานเท่านั้น ทั้งจำเลยเองได้แทงในบัญชีพนักงานลงชื่อและเวลาทำงานว่าโจทก์ขาดงาน จึงมิใช่เป็นเรื่องโจทก์ละทิ้งหน้าที่ไปเล่นการพนันในเวลาปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการผิดระเบียบการทำงานของจำเลย ส่วนการที่โจทก์เล่นการพนันนอกสถานที่ทำการของจำเลย มิใช่เป็นการเล่นในเวลาปฏิบัติหน้าที่ ไม่ทำให้จำเลยเสียหาย ลักษณะการกระทำของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง การกระทำของโจทก์ยังไม่เป็นความผิดตามข้อบังคับหรือคำสั่งของจำเลย อันจะเป็นเหตุให้จำเลยไล่โจทก์ออกจากงานได้ ข้อที่จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางพิจารณาคำเบิกความของพยานรวบรัดเกินไป เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีการับวินิจฉัยให้ไม่ได้ การวินิจฉัยและพิพากษาคดีแรงงานนั้น มิได้มีกฎหมายบัญญัติให้ศาลจำต้องอ้างกฎหมายที่ยกขึ้นเป็นหลักในการวินิจฉัยและพิพากษาคดีอย่างชัดแจ้ง เมื่อศาลเห็นว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายและมีสิทธิตามที่เรียกร้องและขอให้ศาลบังคับเอาแก่จำเลยได้ไม่ว่าด้วยเหตุถูกละเมิด มีสิทธิตามสัญญา หรือกฎหมาย ศาลย่อมวินิจฉัยและพิพากษาให้จำเลยปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของโจทก์ได้ โดยเพียงแต่กล่าวว่าโจทก์มีสิทธิอย่างไรอันมีผลเป็นการผูกพันให้จำเลยต้องปฏิบัติตามที่โจทก์เรียกร้องเท่านั้น หาจำเป็นต้องอ้างตัวบทกฎหมายที่เป็นกำเนิดแห่งสิทธิของโจทก์ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.49 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.54

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างประจำ ครั้งสุดท้ายได้ค่าจ้างเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท ค่าครองชีพเดือนละ ๔๐๐ บาท ต่อมาจำเลยได้มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ โดยกล่าวหาว่าโจทก์เล่นการพนันในขณะปฏิบัติหน้าที่ เป็นการกระทำผิดวินัยซึ่งมีโทษตามข้อบังคับขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ความจริงขณะที่โจทก์เล่นการพนันมิได้อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เพราะวันดังกล่าวโจทก์มิได้มาทำงานและเป็นการเล่นนอกสถานที่ทำงาน การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่ชอบด้วยข้อบังคับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพและหนังสือที่ ขสมก.บ(จ)๒๒๗/๒๕๒๔ ลงวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๔ เรื่องระดับการลงโทษทางวินัยและพนักงานลูกจ้างเล่นการพนัน ซึ่งถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และได้กำหนดโทษที่จำเลยจะลงแก่โจทก์ได้ไม่เกินลดขั้นเงินเดือน จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม เสมือนหนึ่งไม่มีการเลิกจ้างและให้จ่ายค่าเสียหายเดือนละ ๒,๔๐๐ บาทนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน จำเลยให้การว่า เหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์เป็นยามรักษาการณ์ซึ่งต้องมาปฏิบัติหน้าที่ตามตารางการทำงานที่ผู้บังคับบัญชาของโจทก์สั่งการและโจทก์ทราบล่วงหน้าแล้ว แต่เมื่อโจทก์เดินทางมาถึงที่ทำการของจำเลยกลับแวะเข้าไปในร้านค้าและร่วมเล่นการพนันกับพวกอยู่ห่างที่ทำการของจำเลย ซึ่งเป็นบริเวณที่โจทก์จะต้องอยู่ยามเพียง ๕๐ เมตร โจทก์ถูกตำรวจจับและถูกดำเนินคดีฐานเล่นการพนัน ศาลพิพากษาปรับโจทก์ จำเลยจึงถือว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่ไปเล่นการพนันในเวลาปฏิบัติหน้าที่เป็นการจงใจฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ว่าด้วยยามรักษาการณ์ พ.ศ. ๒๕๒๓ และเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามข้อบังคับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ว่าด้วยวินัยพนักงาน ฯลฯ และบันทึกของฝ่ายบริหาร ที่ ขสมก.บ(ว) ๒๒๗/๒๕๒๕เรื่อง ระดับการลงโทษทางวินัย และพนักงานลูกจ้างเล่นการพนัน ซึ่งมีโทษถึงไล่ออก การเลิกจ้างของโจทก์จึงชอบด้วยระเบียบข้อบังคับของจำเลย มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ระหว่างที่โจทก์ทำงานกับจำเลย โจทก์มีหนี้ผูกพันที่เกี่ยวกับการทำงานและรับสภาพหนี้ไว้กับจำเลย หากจำเลยต้องจ่ายเงินใด ๆ แก่โจทก์แล้ว จำเลยขอหักหนี้สินที่โจทก์ผูกพันดังกล่าวด้วย ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่ง อัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นรายเดือนนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิม จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นยามรักษาการณ์กำหนดเวลาทำงานของโจทก์นั้น หัวหน้างานได้จัดทำตารางการเข้าทำงานล่วงหน้าไว้เป็นรายวันประจำเดือนเป็นเรื่องที่ผู้บังคับบัญชาของโจทก์กำหนดเวลาทำงานไว้ล่วงหน้าเพื่อให้บรรดายามรักษาการณ์ได้รู้กำหนดเวลาที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ และเพื่อความสะดวกของผู้บังคับบัญชาเองที่ไม่ต้องกำหนดเวลาอย่างกะทันหันโดยที่โจทก์และยามรักษาการณ์ไม่อาจทราบได้ทันกำหนดเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการที่สั่งให้โจทก์กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด และเมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามเป็นการขัดคำสั่งหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา พฤติการณ์ของโจทก์ที่ไม่ไปเข้าเวรยามตามกำหนดเวลาเป็นเพียงการขาดงานเท่านั้น ทั้งจำเลยเองได้แทงในบัญชีพนักงานลงชื่อและเวลาทำงานว่าโจทก์ขาดงาน จึงมิใช่เป็นเรื่องโจทก์ละทิ้งหน้าที่ไปเล่นการพนันในเวลาปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการผิดระเบียบการทำงานของจำเลย การที่โจทก์เล่นการพนันนอกสถานที่ทำการของจำเลยมิใช่เป็นการเล่นในเวลาปฏิบัติหน้าที่ ไม่ทำให้จำเลยเสียหาย ลักษณะการกระทำของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง การกระทำของโจทก์ยังไม่เป็นความผิดตามข้อบังคับหรือคำสั่งของจำเลย อันจะเป็นเหตุให้จำเลยไล่ออกจากงานได้ อุทธรณ์ของจำเลยซึ่งเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมา และข้อที่อุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางพิจารณาคำเบิกความของพยานรวบรัดเกินไปเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีการับวินิจฉัยให้ไม่ได้ ปัญหาที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ชอบ ให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานและให้จ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์มิได้อ้างข้อกฎหมายใด ๆ ให้จำเลยเห็นโดยชัดแจ้ง ถึงอำนาจที่จะให้จำเลยต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าวนั้นเห็นว่า การวินิจฉัยและพิพากษาคดีแรงงานนั้น มิได้มีกฎหมายบัญญัติให้ศาลจำต้องอ้างกฎหมายที่ยกขึ้นเป็นหลักในการวินิจฉัยและพิพากษาคดีอย่างชัดแจ้งเมื่อศาลเห็นว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายและมีสิทธิตามที่เรียกร้องขอให้ศาลบังคับเอาแก่จำเลยได้ไม่ว่าด้วยเหตุถูกละเมิด มีสิทธิตามสัญญาหรือกฎหมาย ศาลย่อมวินิจฉัยและพิพากษาให้จำเลยปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของโจทก์ได้โดยเพียงแต่กล่าวว่าโจทก์มีสิทธิอย่างไรอันมีผลเป็นการผูกพันให้จำเลยต้องปฏิบัติตามที่โจทก์เรียกร้องเท่านั้น หาจำเป็นต้องอ้างตัวบทกฎหมายที่เป็นกำเนิดแห่งสิทธิของโจทก์ไม่ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1044/2527 นายหัสชัย แจ่มจำรัส ฯ โจทก์ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายหัสชัย แจ่มจำรัส ฯ · จำเลย - องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไพศาล สว่างเนตร · ขจร หะวานนท์ · วรา ไวยหงษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายอร่าม หุตางกูร · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 995/2529ฎีกา 12194-12198/2553ฎีกา 2909/2524ฎีกา 2475/2530ฎีกา 5117/2538ฎีกา 2652/2523ฎีกา 3116/2529ฎีกา 4091/2549ฎีกา 3817/2537ฎีกา 7174/2542ฎีกา 6877/2544ฎีกา 7083/2548ฎีกา 5396/2540ฎีกา 1221/2549ฎีกา 654/2536ฎีกา 2572/2541ฎีกา 7044/2537ฎีกา 859/2527ฎีกา 8631/2550ฎีกา 6252/2540ฎีกา 1850/2547ฎีกา 8770/2548ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 6000-6040/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา