คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4091/2549
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อบังคับชำระหนี้ทั้งหมด ทั้งที่ลูกหนี้ได้พยายามชำระหนี้แล้ว แต่เจ้าหนี้ไม่รับชำระ ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5
ย่อคำพิพากษา
จำเลยติดต่อขอชำระหนี้ และส่งเงินชำระหนี้ให้โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่รับชำระหนี้กลับยื่นฟ้องจำเลย การใช้สิทธิฟ้องคดีของโจทก์เพื่อบังคับจำเลยชำระหนี้ทั้งหมดเป็นการอาศัยสิทธิที่มีอยู่ตามกฎหมายเป็นช่องทางให้โจทก์ได้รับประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รับเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 5
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 460,062 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 433,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 460,062 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 433,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 13 สิงหาคม 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ขณะที่จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงิน 475,000 บาท มีเงื่อนไขว่าจำเลยจะผ่อนชำระเป็นงวด งวดละ 7,000 บาท โดยโจทก์จะหักเงินเดือนทุกๆ สิ้นเดือน และจะหักเงินโบนัสประจำปีทุกปีจนกว่าจะครบ โจทก์เลิกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2541 และจำเลยผ่อนชำระเงินแก่โจทก์เพียงงวดสิ้นเดือนสิงหาคม 2541 เป็นจำนวน 6 งวด เป็นเงิน 42,000 บาท ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยผิดนัดชำระหนี้จนเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องเรียกเงินที่ค้างชำระทั้งหมดคืนได้หรือไม่ แต่เห็นสมควรวินิจฉัยตามประเด็นในคำแก้ฎีกาของจำเลยเสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ จำเลยแก้ฎีกาว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยไม่สุจริต จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ โจทก์ให้จำเลยผ่อนชำระเป็นงวด งวดละ 7,000 บาท โดยโจทก์จะหักเงินเดือนจำเลยทุกๆ สิ้นเดือน และจะหักเงินโบนัสประจำปีของทุกๆ ปี เป็นเงื่อนไขสำคัญในการชำระหนี้ เมื่อโจทก์เลิกจ้างจำเลย วิธีการชำระหนี้ตามที่ตกลงกันย่อมไม่สามารถกระทำต่อไปได้อีก ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนหนี้จะถึงกำหนดชำระในงวดเดือนกันยายน 2541 จำเลยได้มีหนังสือถึงโจทก์เพื่อขอชำระหนี้โดยการโอนเงินค่างวดเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ โดยให้โจทก์แจ้งหมายเลขบัญชีและธนาคารที่จะให้โอนเงินให้จำเลยทราบเพื่อจะได้โอนเงินให้ทุกวันสิ้นเดือน โจทก์ได้รับหนังสือแล้ว แต่หาแจ้งให้จำเลยทราบไม่ จำเลยจึงต้องแจ้งโจทก์อีก 2 ครั้ง ในวันที่ 30 กันยายน 2541 และวันที่ 29 ตุลาคม 2541 แต่โจทก์กลับเพิกเฉยไม่แจ้งให้จำเลยทราบเช่นเดิม จำเลยจึงได้ชำระหนี้โจทก์โดยส่งเงินทางไปรษณีย์ธนาณัติ แต่โจทก์กลับปฏิเสธไม่ยอมรับ ซ้ำกลับให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ทั้งหมดโดยอ้างว่าจำเลยผิดนัดจนจำเลยจำต้องปฏิบัติการชำระหนี้ด้วยวิธีการนำเงินไปวางชำระหนี้ที่สำนักงานวางทรัพย์ กรมบังคับคดี การกระทำของจำเลยดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความขวนขวายที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์หาได้มีเจตนาหรือจงใจที่จะไม่ชำระหนี้ไม่ พฤติการณ์ดังกล่าวของโจทก์ที่ไม่ชำระหนี้เป็นไปโดยไม่สุจริต การใช้สิทธิฟ้องคดีของโจทก์เพื่อบังคับจำเลยชำระหนี้ทั้งหมดเป็นการอาศัยสิทธิที่มีอยู่ตามกฎหมายเป็นช่องทางให้โจทก์ได้รับประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รับเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นตามฎีกาของโจทก์อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4091/2549
บริษัทร็อคกี้ เทรดดิ้ง กรุ๊ป จำกัด โจทก์
นางสาวณัฐวรรณ หรือ ปราณี อัยรารัตน์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัทร็อคกี้ เทรดดิ้ง กรุ๊ป จำกัด · จำเลย - นางสาวณัฐวรรณ หรือ ปราณี อัยรารัตน์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชัชลิต ละเอียด · สมชัย จึงประเสริฐ · บุญรอด ตันประเสริฐ |
| แหล่งที่มา | สำนักวิชาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ