คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1820/2527
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนไม่ปรองดองกันและไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันจนเป็นเหตุให้ห้างหุ้นส่วนเหลือวิสัยที่จะดำรงอยู่ต่อไปได้ ศาลย่อมมีอำนาจสั่งเลิกห้างหุ้นส่วนนั้นได้
ย่อคำพิพากษา
ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 มีผู้เป็นหุ้นส่วนสองคน คือโจทก์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด และจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 ยักยอกทรัพย์ ของห้างหุ้นส่วน และจำเลยที่ 2 กล่าวหาว่าโจทก์ลักทรัพย์ของห้างหุ้นส่วน จนโจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างถูกพนักงานอัยการฟ้องคดีอาญาในความผิดที่ต่างฝ่ายต่างกล่าวหาซึ่งกันและกัน พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้เป็นหุ้นส่วนไม่ปรองดองกัน ไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน จึง เป็นกรณีที่มีเหตุทำให้ห้างหุ้นส่วนเหลือวิสัยที่จะดำรง คงอยู่ต่อไปได้ ศาลย่อมพิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนเลิกกัน
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ ๒ ตกลงเข้าหุ้นส่วนกันก่อตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ ๑ ขึ้น โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ ๒ ได้ยักยอกเงินและทรัพย์สินของห้างและลงบัญชีทรัพย์สินของห้างเป็นเท็จ ขอให้พิพากษาให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ ๑ เสีย
จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ลงทุนในห้างจำเลยที่ ๑ แต่ผู้เดียว ที่จดทะเบียนว่าโจทก์เป็นหุ้นส่วนด้วยนั้นเป็นเพียงนิติกรรมอำพราง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ ๑
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าห้างจำเลยที่ ๑ มีผู้เป็นหุ้นส่วนเพียง ๒ คน คือโจทก์และจำเลยที่ ๒ และได้เกิดกรณีพิพาทเกี่ยวกับการเงินของห้างจำเลยที่ ๑ โดยโจทก์ได้แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๒ ในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด ฯลฯ และยักยอกทรัพย์ ซึ่งต่อมาพนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๒ ในความผิดดังกล่าวต่อศาล คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอาญา และโจทก์ถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นจำเลยในข้อหาลักทรัพย์ของห้างจำเลยที่ ๑ แม้กรณีพิพาทกันนี้จะยังไม่ปรากฏผลเป็นที่ยุติว่าจำเลยที่ ๒ และโจทก์จะมีความผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่ แต่จากพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ผู้เป็นหุ้นส่วนไม่ปรองดองกัน ไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน อีกทั้งยังเป็นคู่พิพาทในคดีอาญากันอีก เช่นนี้ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างจำเลยที่ ๑ ไม่สามารถที่จะดำเนินกิจการกันต่อไปได้อีก กรณีจึงมีเหตุทำให้ห้างจำเลยที่ ๑ เหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๗(๓) ประกอบกับมาตรา ๑๐๘๐
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1820/2527
นายยรรยง ลีลานุพัฒน์ โจทก์
ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหเจริญเอ็นจิเนียริ่ง กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายยรรยง ลีลานุพัฒน์ · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหเจริญเอ็นจิเนียริ่ง กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สหัส สิงหวิริยะ · ปรีชา พานิชวงศ์ · เสนอ ศรนิยม |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายมงคล เปาอินทร์ · ศาลอุทธรณ์ - นายชัยชาญ วิบุลศิลป์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา