⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4245/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4245/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การที่หุ้นส่วนฝ่ายหนึ่งปฏิเสธการเป็นหุ้นส่วนกับอีกฝ่ายหนึ่ง ถือเป็นเหตุอันทำให้ห้างหุ้นส่วนเหลือวิสัยที่จะดำรงอยู่ต่อไปได้ 2. ศาลอาจพิพากษาแบ่งทุนให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนได้โดยไม่ต้องทำการชำระบัญชี หากการชำระบัญชีไม่ก่อให้เกิดข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอันเป็นประโยชน์แก่การวินิจฉัย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์และจำเลยต่างมีปัญหาด้านการเงิน ประสงค์จะเลิกกิจการห้างหุ้นส่วนกัน จำเลยกลับท้าให้โจทก์ฟ้องคดีและให้การต่อสู้คดีปฏิเสธการเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์เช่นนี้ ถือได้ว่ามีเหตุทำให้ห้างหุ้นส่วนเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1057 (3) ดังนั้น โจทก์มีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งเลิกห้างหุ้นส่วนได้ แม้โจทก์จะไม่ได้มีคำขอท้ายฟ้องให้ศาลสั่งให้เลิกห้างหุ้นส่วน แต่ก็เห็นความประสงค์ของโจทก์ได้ว่าต้องการให้สั่งเลิกห้างหุ้นส่วนจึงได้ขอแบ่งทุน เมื่อไม่ปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนนี้มีลูกหนี้ เจ้าหนี้หรือผู้เป็นหุ้นส่วนได้ออกเงินทดรองและค่าใช้จ่ายของตนไปเพื่อจัดการค้าของห้าง สินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนมีเพียงอาคารและเครื่องทำน้ำดื่มเท่านั้น กิจการทำน้ำดื่มก็เพิ่งจะเริ่มต้นยังไม่ปรากฏกำไรหรือขาดทุนในการดำเนินกิจการ หากจะให้มีการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนก็คงจะไม่ได้ข้อเท็จจริงเพิ่มขึ้นแต่ประการใด จึงสมควรพิพากษาแบ่งทุนให้โจทก์ได้โดยไม่ต้องชำระบัญชี

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1057 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1061 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1062

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 285,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 285,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 มกราคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่าเมื่อปี 2541 จำเลยได้ประกอบกิจการน้ำดื่มใช้ชื่อในการประกอบพาณิชยกิจว่าน้ำดื่มคิงเฟรช โดยลงทุนซื้ออาคาร 1 หลัง เลขที่ 69/50 หมู่ที่ 8 ตำบลบางกระจะ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ราคา 370,000 บาท และเครื่องทำน้ำดื่มในราคา 260,000 บาท ตามใบแสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.2 สำเนาใบสำคัญการใช้ฉลากอาหาร สำเนาตราเครื่องดื่ม สำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ สำเนารายงานการตรวจวิเคราะห์และสำเนาสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.5 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ได้ร่วมลงทุนเป็นหุ้นส่วนกับจำเลยในกิจการน้ำดื่มดังกล่าวด้วยหรือไม่ พยานโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2541 โจทก์และจำเลยตกลงร่วมหุ้นกันทำกิจการน้ำดื่มบริสุทธิ์ยี่ห้อคิงเฟรชแล้วตกลงซื้ออาคารเลขที่ 69/50 หมู่ที่ 8 ตำบลบางกระจะ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ราคา 370,000 บาท โดยโจทก์ได้ชำระเงินบางส่วนแล้วจำนวน 125,000 บาท ตามบิลเงินสดทั้ง 9 ฉบับ เอกสารหมาย จ.1 ส่วนอุปกรณ์การทำน้ำดื่มเป็นเงิน 260,000 บาท ตามใบเสร็จรับเงินและใบเสนอราคาเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 เงินจำนวนดังกล่าวโจทก์ชำระไป 160,000 บาท ส่วนอีก 100,000 บาท จำเลยเป็นผู้ชำระ การตกลงเจรจาซื้ออุปกรณ์เครื่องทำน้ำดื่มทั้งหมดตามเอกสารหมาย จ.3 กระทำกันที่บ้านโจทก์ ส่วนที่ว่าในบิลเงินสดเอกสารหมาย จ.2 ทุกฉบับมิได้ปรากฏชื่อโจทก์เป็นผู้จ่ายเงินหรือมีส่วนจ่ายเงินแต่มีชื่อจำเลยเป็นผู้จ่ายเงินชำระค่าเช่าซื้ออาคารและค่าเครื่องทำน้ำดื่มแต่ผู้เดียวนั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า ตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.3 ที่มีชื่อจำเลยเพียงผู้เดียว เนื่องจากโจทก์ไว้ใจจำเลยจึงได้ให้จำเลยใช้ชื่อเป็นเจ้าของ การผ่อนชำระเงินค่าอาคารโจทก์จะใช้เงินจำเลยเป็นผู้นำไปชำระเสร็จแล้วจำเลยได้นำบิลเงินสดตามเอกสารหมาย จ.1 มาให้แก่โจทก์ ซึ่งในบิลเงินสด ใบเสร็จรับเงินและใบเสนอราคาดังกล่าวมีรายละเอียดของวันที่ชำระเงิน จำนวนเงิน ตลอดจนรายละเอียดของอุปกรณ์เครื่องทำน้ำดื่มไว้ด้วย แสดงว่าโจทก์ต้องทราบเรื่องตามเอกสารดังกล่าวแล้ว หาใช่โจทก์ไม่เคยรับรู้ถึงรายละเอียดในเรื่องดังกล่าวตามที่จำเลยอ้างแต่อย่างใดไม่ ส่วนที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ลักเอาเอกสารดังกล่าวไปนั้นก็เป็นการกล่าวอ้างมาลอยๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง การที่โจทก์มีเอกสารดังกล่าวไว้ในครอบครองและนำสืบพยานหลักฐานสอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ เช่นนี้คำเบิกความของโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายศิริ มาเบิกความเป็นพยานสนับสนุนว่า นายศิริทราบจากโจทก์และจำเลยว่าโจทก์และจำเลยตกลงร่วมหุ้นกันทำกิจการน้ำดื่มบริสุทธิ์มีการซื้ออาคารเพิ่ม 1 ห้อง และอุปกรณ์ทำน้ำดื่มนายศิริเคยไปที่อาคารที่ดำเนินการด้วย ในขณะที่ไปดูอาคารนั้นมีเครื่องอุปกรณ์ทำน้ำดื่มแล้วแต่ยังไม่เริ่มดำเนินการ นายศิริมีอาชีพรับราชการเป็นครู เป็นเพื่อนของโจทก์และจำเลยไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์และจำเลยมาก่อน ที่จำเลยอ้างว่านายศิริยังเป็นหนี้จำเลยอยู่เป็นเงินจำนวน 2,000 บาท นั้น ก็เป็นข้อที่จำเลยอ้างฝ่ายเดียว โดยจำเลยมิได้ถามค้านพยานปากนี้ถึงเหตุดังกล่าวขณะเข้าเบิกความจึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่านายศิริจะเบิกความเข้าข้างฝ่ายใด คำเบิกความของนายศิริจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง สำหรับพยานฝ่ายจำเลยนั้นคงมีจำเลยเบิกความเพียงปากเดียวลอยๆ ว่า จำเลยเป็นผู้ดำเนินกิจการน้ำดื่มแต่เดียงผู้เดียว เงินลงทุนทั้งหมดเป็นของจำเลย โจทก์ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้อง และที่จำเลยอ้างว่าจำเลยมีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์ ที่ไม่ไปช่วยโจทก์ดำเนินกิจการก่อสร้างนั้น ก็มิใช่เหตุถึงขนาดที่จะทำให้โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ พยานโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ได้ร่วมลงทุนเป็นหุ้นส่วนกับจำเลยในการทำกิจการน้ำดื่มยี่ห้อคิงเฟรชโดยโจทก์ได้ลงทุนไปเป็นเงินจำนวน 285,000 บาท ส่วนจำเลยลงทุนเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งเงินลงทุนในกิจการทำน้ำดื่มแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2542 จำเลยและโจทก์ต่างมีปัญหาทางด้านการเงินไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้ โจทก์และจำเลยประสงค์จะเลิกกิจการเป็นหุ้นส่วนกัน โดยจำเลยรับอาคารและเครื่องทำน้ำดื่ม ส่วนโจทก์ขอรับเงินส่วนแบ่งที่โจทก์ลงทุนไป จำเลยกลับท้าให้โจทก์ฟ้องคดี ประกอบกับจำเลยให้การต่อสู้คดีปฏิเสธการเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์เช่นนี้ ถือได้ว่ามีเหตุทำให้ห้างหุ้นส่วนเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1057 (3) ดังนั้นโจทก์มีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งเลิกห้างหุ้นส่วนนั้นได้ แม้โจทก์จะไม่ได้มีคำขอท้ายฟ้องว่าให้ศาลสั่งให้เลิกห้างหุ้นส่วน เพียงแต่บรรยายฟ้องว่าประสงค์จะเลิกกิจการเป็นหุ้นส่วนและขอให้บังคับจำเลยแบ่งทุนก็ตาม แต่ก็เห็นความประสงค์ของโจทก์ได้ว่าต้องการให้สั่งเลิกห้างหุ้นส่วนจึงได้ขอแบ่งทุน ส่วนการที่โจทก์ขอคืนทุนโดยมิได้ขอให้ชำระบัญชีเสียก่อนนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้อง คำให้การและทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนนี้มีลูกหนี้ เจ้าหนี้หรือผู้เป็นหุ้นส่วนได้ออกเงินทดรองและค่าใช้จ่ายของตนไปเพื่อจัดการค้าของห้าง สินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนมีเพียงอาคารและเครื่องทำน้ำดื่มเท่านั้น กิจการทำน้ำดื่มก็เพิ่งจะเริ่มต้นเมื่อเดือนมกราคม 2543 ตามที่จำเลยนำสืบ ซึ่งเป็นเวลาที่โจทก์เริ่มต้นฟ้องคดี ยังไม่ปรากฏกำไรหรือขาดทุนในการดำเนินกิจการ หากจะให้มีการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนก็คงจะไม่ได้ข้อเท็จจริงเพิ่มขึ้นแต่ประการใด เห็นควรพิพากษาไปทีเดียวเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยยังคงดำเนินกิจการน้ำดื่มต่อมาเพียงผู้เดียว ถือได้ว่าจำเลยยอมรับเอาอาคารและเครื่องทำน้ำดื่ม ดังนี้ จำเลยจึงต้องรับผิดแบ่งสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนให้แก่โจทก์เท่ากับจำนวนเงินที่โจทก์ลงทุนไปจำนวน 285,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4245/2551 นายมณฑลหรือวิชัย ศิริณรงค์ชัย โจทก์ นายอำนวย หมื่นแผงวารี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายมณฑลหรือวิชัย ศิริณรงค์ชัย · จำเลย - นายอำนวย หมื่นแผงวารี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มานัส เหลืองประเสริฐ · ชวลิต ตุลยสิงห์ · สุธี เทพสิทธา
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 990/2514ฎีกา 2216/2514ฎีกา 2167/2544ฎีกา 15130/2551ฎีกา 6366/2538ฎีกา 1398/2493ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2838/2536ฎีกา 533/2511ฎีกา 133/2520ฎีกา 4203/2557ฎีกา 3885/2546ฎีกา 2635/2527ฎีกา 1767/2529ฎีกา 2366/2516ฎีกา 2383/2536ฎีกา 2639/2525ฎีกา 2570/2520ฎีกา 5417/2543ฎีกา 8522/2557ฎีกา 1348/2523ฎีกา 914/2490ฎีกา 1195/2497ฎีกา 2892/2557
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ