⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3850/2526

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3850/2526

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ข้อเท็จจริงที่ศาลในคดีอาญาได้วินิจฉัยไว้แล้ว ย่อมผูกพันเฉพาะจำเลยที่ถูกพิจารณาในคดีอาญาเท่านั้น ไม่ผูกพันถึงจำเลยอื่นที่มิได้ถูกพิจารณาในคดีอาญา เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนกัน การที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาก่อสร้างฉบับใหม่กับจำเลยที่ 1 โดยถือว่าทำแทนหุ้นส่วนเดิม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินที่นำมาลงหุ้นและผลกำไรจากจำเลยที่ 1 และต้องจัดการให้มีการเลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชีก่อนจึงจะมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2

ย่อคำพิพากษา

คดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองหาว่าร่วมกันฉีกสัญญาก่อสร้างทิ้ง ขอให้ลงโทษฐานทำให้เสียทรัพย์ ศาลมีคำสั่งไม่ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ครั้นพิจารณาแล้วลงโทษจำเลยที่ 2 ดังนี้ โจทก์มาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่ง ข้อเท็จจริงในคดีอาญาคงผูกพันเฉพาะจำเลยที่ 2 ไม่ผูกพันถึงจำเลยที่ 1 ด้วย ศาลในคดีแพ่งจึงฟังว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 2 ในการที่จำเลยที่ 2 ฉีกสัญญาอันเป็นการร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ได้ โจทก์และจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนร่วมกันทำการก่อสร้างตึกแถวยกกรรมสิทธิ์ให้จำเลยที่ 1 ผู้เป็นเจ้าของที่ดิน การที่จำเลยที่ 2 ฉีกสัญญาก่อสร้างที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ทำไว้ต่อจำเลยที่ 1 ไม่เป็นเหตุให้สัญญาก่อสร้างระงับส่วนการที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาก่อสร้างฉบับใหม่กับจำเลยที่ 1 ก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำในนามของหุ้นส่วนเดิม เท่ากับทำแทนโจทก์นั่นเอง โจทก์ฟ้องคดีนี้เรียกเงินที่โจทก์นำมาลงหุ้น รวมทั้งผลกำไรจากการที่โจทก์และจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนกัน จึงฟ้องเรียกจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้ และกรณีเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์ชอบที่จะจัดการให้มีการเลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1055 ถึง 1063เสียก่อน เมื่อโจทก์ยังมิได้ปฏิบัติดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ข้อนี้แม้จำเลยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1033 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1057

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ได้ทำหนังสือสัญญาก่อสร้างตึกแถวกับจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นฝ่ายผู้ให้ก่อสร้างและเป็นเจ้าของที่ดินยินยอมให้โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ซึ่งเป็นฝ่ายผู้ก่อสร้างทำการก่อสร้างตึกแถวในที่ดินของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าว เมื่อการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว โจทก์มีสิทธินำบุคคลมาทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ได้ขอลงชื่อเป็นผู้ก่อสร้างร่วมกับโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ในหนังสือสัญญาก่อสร้างและขอแบ่งผลกำไรหลังจากจำเลยที่ ๒ ลงชื่อร่วมแล้วไม่นำเงินมาลงทุนร่วมกับโจทก์ต่อมาจำเลยที่ ๒ มาขอดูหนังสือสัญญาก่อสร้างทั้งหมดจากโจทก์ที่ ๒ แล้วจำเลยที่ ๒ รับมอบเอกสารดังกล่าวไปแล้วไม่ยอมคืนให้โจทก์ที่ ๒ ต่อมาโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ได้ทราบว่าจำเลยทั้งสองสมคบกันทำลายหนังสือสัญญาก่อสร้างนั้นแล้วทำหนังสือก่อสร้างตึกแถวขึ้นใหม่ ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ การกระทำของจำเลยทั้งสองที่สมคบกันทำลายต้นฉบับหนังสือสัญญาก่อสร้างฉบับที่มีโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ เป็นผู้ก่อสร้างเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ให้การและฟ้องแย้งว่า สัญญาก่อสร้างตึกแถวซึ่งจำเลยที่ ๑ เจ้าของที่ดินเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ให้ก่อสร้าง โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และจำเลยที่ ๒ เป็นฝ่ายผู้ก่อสร้าง ต่อมาโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และจำเลยที่ ๒ ขอเลิกสัญญาก่อสร้างอ้างว่าไม่มีเงินทุนที่จะดำเนินการต่อไป จำเลยที่ ๑ ตกลงโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ จึงคืนสัญญาก่อสร้างและได้ฉีกทำลายสัญญาดังกล่าวไปแล้วตั้งแต่ในวันเลิกสัญญา และต่อสู้ข้ออื่นอีก ขอให้ยกฟ้องและส่งมอบหนังสืออนุญาตให้ปลูกสร้างอาคาร โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ ๒ มิได้เป็นผู้ออกเงินในการก่อสร้าง ไม่มีข้อตกลงระหว่างหุ้นส่วนให้โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ มีหน้าที่เพียงควบคุมการก่อสร้าง โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ไม่เคยบอกเลิกสัญญาก่อสร้างและคืนหนังสือสัญญาก่อสร้างต่อจำเลยที่ ๑ นับแต่เข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วนในงานก่อสร้างรายนี้ จำเลยที่ ๒ ไม่เคยนำเงินมาร่วมลงทุนในการก่อสร้าง โจทก์ทั้งสองไม่เคยตกลงที่จะเลิกการก่อสร้างตึกแถวรายนี้และไม่เคยขอค่าใช้จ่ายจากจำเลยที่ ๒ ทั้งไม่เคยตกลงส่งมอบหนังสืออนุญาตปลูกสร้างอาคารพร้อมด้วยแบบแปลนแก่จำเลยที่ ๒ และไม่เคยเรียกร้องเอาเงินจำนวนหนึ่งเพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่โจทก์ทั้งสองจะมอบหนังสืออนุญาตปลูกสร้างอาคารและแบบแปลนแก่จำเลยที่ ๒ หนังสืออนุญาตปลูกสร้างอาคารและแบบแปลนในการก่อสร้างดังกล่าวเป็นของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ไม่มีสิทธิในหนังสืออนุญาตปลูกสร้างอาคารของโจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๒ กระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการฉีกสัญญาก่อสร้างตึกแถวแล้วจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ทำสัญญาก่อสร้างตึกแถวกันใหม่ไม่มีชื่อโจทก์ที่ ๑และที่ ๒ เป็นคู่สัญญา จำเลยทั้งสองประพฤติผิดสัญญา ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ มิได้เป็นผู้ออกเงินค่าหน้าดินแก่จำเลยที่ ๑ โจทก์ทั้งสองไม่เคยยินยอมที่จะเลิกสัญญาก่อสร้างตึกแถวรายนี้ จำเลยที่ ๑ ไม่เคยมอบหมายให้โจทก์ทั้งสองไปขออนุญาตปลูกสร้างอาคารแทนจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ทั้งสองส่งมอบใบอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารและแบบแปลนการก่อสร้างรายนี้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระค่าสินไหมทดแทนพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยทั้งสอง ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ถึงแก่กรรมและศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งเรียกนายดาบตำรวจสมาน เล็กเลิศสามีของจำเลยที่ ๑ เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ ๑ ตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ ๑ ตัวแทนของนางทองดี โจทก์ที่ ๒ และจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนร่วมกันทำการก่อสร้างตึกแถวรายพิพาทยกกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ ๑ ผู้เป็นเจ้าของที่ดิน โดยครั้งแรกโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๒ ร่วมกันทำสัญญาก่อสร้างตึกแถวรายพิพาทให้ไว้ต่อจำเลยที่ ๑ แล้วโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๒ ได้ร่วมกันดำเนินการก่อสร้างจนงานงวดที่หนึ่งเสร็จ หลังจากนั้นได้เกิดเหตุการณ์ในระหว่างคู่สัญญาโดยสัญญาก่อสร้างฉบับที่ทำไว้เดิมถูกฉีกทิ้งและจำเลยที่ ๒ ได้ทำสัญญาก่อสร้างฉบับใหม่กับจำเลยที่ ๑ สัญญาฉบับใหม่ไม่มีชื่อโจทก์ทั้งสองหรือนางทองดีเป็นคู่สัญญาก่อสร้างร่วมกับจำเลยที่ ๒ ดังเช่นสัญญาฉบับแรกและจำเลยที่ ๒ได้ดำเนินการก่อสร้างตึกแถวรายพิพาทต่อไปตามลำพัง โจทก์ที่ ๒ ร้องเรียนต่อกรุงเทพมหานครจน กรุงเทพมหานครสั่งให้ระงับการก่อสร้าง การก่อสร้างตึกแถวรายพิพาทจึงยังไม่แล้วเสร็จตามสัญญาแล้ววินิจฉัยว่า การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญากล่าวหาว่าทำให้เสียทรัพย์ตามคดีอาญาข้างต้นศาลมีคำสั่งประทับฟ้องเฉพาะคดีจำเลยที่ ๒ ส่วนคดีจำเลยที่ ๑ มีคำสั่งไม่ประทับฟ้องดังนั้นข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาคงมีผลผูกพันคดีนี้เฉพาะจำเลยที่ ๒ มิได้มีผลผูกพันถึงจำเลยที่ ๑ ด้วยแต่อย่างใด ศาลจึงฟังข้อเท็จจริงคดีนี้ว่าจำเลยที่ ๑ มีส่วนร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ ๒ ในการที่จำเลยที่ ๒ ฉีกสัญญาก่อสร้างทิ้งอันเป็นการร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองได้ เมื่อโจทก์ทั้งสองยังมิได้เลิกสัญญาต่อจำเลยทั้งสองการที่จำเลยทั้งสองทำสัญญาก่อสร้างฉบับใหม่ให้ไว้ต่อกันแล้วจำเลยที่ ๒ เข้าดำเนินการก่อสร้างตึกแถวรายพิพาทต่อไปตามลำพัง โดยห้ามโจทก์ทั้งสองเข้าเกี่ยวข้อง จึงเป็นการประพฤติผิดสัญญาต่อโจทก์ทั้งสองการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันฉีกสัญญาก่อสร้างฉบับที่ทำไว้เดิมอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ไม่เป็นเหตุทำให้สัญญาก่อสร้างเดิมระงับ ส่วนการที่จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาก่อสร้างตึกแถวรายพิพาทฉบับใหม่กับจำเลยที่ ๑ แม้ว่าสัญญาที่ทำขึ้นใหม่นี้ไม่มีชื่อโจทก์ทั้งสองร่วมเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ก่อสร้างอยู่ด้วย ก็ถือได้ว่าจำเลยที่ ๒ กระทำในนามของห้างหุ้นส่วนเดิมเท่ากับเป็นการทำแทนโจทก์ทั้งสองเมื่อสัญญาหุ้นส่วนระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๒ ยังมิได้เลิกจากกัน การที่จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาก่อสร้างฉบับใหม่กับจำเลยที่ ๑ จึงไม่ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเมื่อโจทก์ทั้งสองยังมีความผูกพันตามสัญญาก่อสร้างฉบับเดิมที่ทำให้ไว้ต่อจำเลยที่ ๑ โดยยังมิได้เลิกสัญญาต่อกัน โจทก์ทั้งสองก็ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ รับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ในกรณีเกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ ก็เห็นได้ว่าค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องเป็นการเรียกร้องเงินที่โจทก์ทั้งสองนำมาลงหุ้นรวมทั้งผลกำไรจากการที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนกันในการก่อสร้างตึกแถวรายพิพาทยกกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งโจทก์ทั้งสองชอบที่จะจัดการขอให้มีการเลิกหุ้นส่วนและชำระบัญชีดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๕๕ ถึงมาตรา ๑๐๖๓ เสียก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องขอคืนเงินที่ได้ลงเป็นหุ้นและเรียกร้องผลกำไรถ้าหากมีเมื่อโจทก์ทั้งสองยังมิได้ปฏิบัติตามบทกฎหมายดังกล่าว โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ ๒ผู้เป็นหุ้นส่วนรับผิดชดใช้เงินลงหุ้นและเงินผลกำไรแก่โจทก์ทั้งสองปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒(๕) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๖, ๒๔๗จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง ปัญหาเกี่ยวกับฟ้องแย้งที่ว่าเมื่อโจทก์ทั้งสองทิ้งงานไม่ดำเนินการก่อสร้างต่อไป ควรโอนใบอนุญาตปลูกสร้างอาคารตึกแถวรายพิพาทอันเป็นสิทธิเหนือพื้นดินของจำเลยที่ ๑ ให้แก่จำเลยที่ ๑ นั้น ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองดังกล่าวนอกเหนือจากฟ้องแย้งและมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3850/2526 นายประกอบ สังขยุทธ กับพวก โจทก์ นางบุญสัณฑ์ เล็กเลิศ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายประกอบ สังขยุทธ กับพวก · จำเลย - นางบุญสัณฑ์ เล็กเลิศ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กิติ บูรพรรณ์ · โกวิท สุนทรขจิต · ประการ กาญจนศูนย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายอุดมศักดิ์ ศิริอ่อน · ศาลอุทธรณ์ - นายอากาศ บำรุงชีพ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2439/2531ฎีกา 1342/2509ฎีกา 8688/2551ฎีกา 4513/2533ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 3099/2524ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1889/2511ฎีกา 1000/2505ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2572/2541ฎีกา 7335/2538ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 307/2513ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 533/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา