คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2531/2527
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่ต่อเนื่องจากเจตนาเดิมยังมิได้ขาดตอน ถือเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
ย่อคำพิพากษา
จำเลยทั้งสองกับพวกมาที่บ้านผู้เสียหาย จำเลยที่ 1ถือปืนสั้นขึ้นไปบนชานบ้านจำเลยที่ 2 กับพวกอีก 3 คน ถือมีดสั้นคนละเล่มยืนอยู่ที่เชิงบันไดบ้านจำเลยที่ 1 ร้องเรียกชื่อผู้เสียหาย ผู้เสียหายไม่ขานรับเพราะกลัว แล้วผู้เสียหายกระโดดลงจากบ้านวิ่งหนี จำเลยทั้งสองกับพวกวิ่งไล่ติดตามไปในระยะห่างประมาณวาเศษ ผู้เสียหายวิ่งหนีขึ้นไปบนบ้านของ ส. ซึ่งอยู่ห่างบ้านผู้เสียหาย ประมาณ 30 วา จำเลยกับพวกจึงหยุดและพากันกลับไป ดังนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานบุกรุกและพยายาม ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายแล้ว
การที่จำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าไปในบ้านผู้เสียหาย ด้วยเจตนาที่จะทำร้ายผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายกระโดดลงจากบ้านวิ่งหนี จำเลยทั้งสองกับพวกก็วิ่งตามไปในบันทึกทันใดเพื่อที่จะทำร้ายให้ได้ เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องจากเจตนาเดิมยังมิได้ขาดตอนการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๔,๓๖๕, ๒๙๕, ๘๐, ๘๓, และ ๙๑ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๒
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๖๔, ๓๖๕, ๒๙๕, ๘๐, ๘๓, ๙๐ การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา ๓๖๕ ซึ่งเป็นบทหนัก ให้จำคุกคนละ ๑ ปี
โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองทั้งสองกรรมตามฟ้องโจทก์
จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องโจทก์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสอง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วคดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดฐานบุกรุกเคหสถานและฐานพยายามทำร้ายร่างกายดังฟ้องโจทก์หรือไม่ ปัญหานี้ ฯลฯ เชื่อได้ว่า ผู้เสียหายและนางสมัยได้เห็นจำเลยที่ ๑ ยืนบนชานบ้านและเห็นจำเลยที่ ๒ ยืนอยู่ที่เชิงบันไดพร้อมกับพวกจริง สาเหตุที่จำเลยทั้งสองกับพวกมาที่บ้านผู้เสียหายน่าจะเนื่องมาจากกรณีที่เกิดชกต่อยกันในตอนเย็นวันนั้น แสดงให้เห็นเจตนาที่จะมาทำร้ายผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายกระโดดลงจากบ้านวิ่งหนีจำเลยทั้งสองกับพวกยังไล่ติดตามไปอีกจนถึงบ้านของนางสมรซึ่งอยู่ห่างประมาณ ๓๐ วา ส่อเจตนาให้เห็นว่าจะต้องทำร้ายผู้เสียหายให้ได้ ฯลฯ จำเลยทั้งสองกับพวกวิ่งไล่ตามผู้เสียหายห่างวาเศษเท่านั้น ฯลฯ การที่จำเลยทั้งสองกับพวกวิ่งไล่ติดตามผู้เสียหายไปนี้ หากจำเลยทั้งสองกับพวกไม่เห็นนายสมกูลกับนางสมรลงมาจากบ้านและผู้เสียหายวิ่งหนีไม่ทันก็อาจถูกจำเลยทั้งสองกับพวกซึ่งมีอาวุธปืนสั้นและมีดสั้นที่ถืออยู่ทำร้ายเอาได้เพราะระยะห่างกันเพียงวาเศษเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถานและฐานพยายามทำร้ายร่างกายผู้เสียหายดังฟ้องโจทก์ ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น
ส่วนข้อที่โจทก์ฎีกาว่า ความผิดฐานบุกรุกเคหสถานและความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายต่างเป็นความผิดในตัวเองสามารถแยกออกจากกันได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองกับพวกบุกรุกเข้าไปในบ้านผู้เสียหายก็ด้วยเจตนาที่จะทำร้ายผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายกระโดดจากบ้านวิ่งหนี จำเลยทั้งสองกับพวกก็วิ่งไล่ติดตามไปในทันทีทันใดเพื่อจะทำร้ายให้ได้ เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องจากเจตนาเดิมยังมิได้ขาดตอนการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งต้องลงโทษตามบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2531/2527
พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม โจทก์
นายมาลัย สุดคล้าย กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม · จำเลย - นายมาลัย สุดคล้าย กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์ · ประสาท บุณยรังษี · โกมล อิศรางกูร ณ อยุธยา |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม - นายกิจจา ฮาวรังษี · ศาลอุทธรณ์ - นายเทพ ภักดีศุภผล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา