คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2918/2527
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การออกเช็คเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าที่ได้มาโดยการหลอกลวง เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง และไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค เพราะไม่มีเจตนาที่จะชำระหนี้ตามเช็คนั้น
ย่อคำพิพากษา
จำเลยกับพวกร่วมกันใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อมอบสินค้าให้แก่จำเลยไป และในวันนั้นเอง จำเลยออกเช็คให้แก่ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าที่หลอกลวงไปนั้น เห็นได้ว่าการเขียนเช็คมอบให้แก่ผู้เสียหายได้กระทำในเวลาต่อเนื่องใกล้ชิดกับเวลาที่รับสินค้าไปจากผู้เสียหาย โดยมีเจตนาอย่างเดียวคือให้ได้สินค้าตามที่ต้องการจากผู้เสียหาย การออกเช็คเป็นเพียงการกระทำส่วนหนึ่งของการหลอกลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าจากผู้เสียหายเท่านั้นการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกงและเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค แต่เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันใช้อุบายหลอกลวงโดยกล่าวข้อความอันเป็นเท็จแก่ผู้เสียหายว่า จำเลยมีอาชีพค้าขาย ประสงค์จะซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปเพื่อนำไปขาย ขอให้ผู้เสียหายนำเสื้อผ้าสำเร็จรูปมามอบให้จำเลยกับพวกก่อนแล้วจำเลยกับพวกจะชำระราคาภายหลัง ซึ่งเป็นความเท็จ ผู้เสียหายหลงเชื่อได้ส่งมอบเสื้อผ้าสำเร็จรูปให้แก่จำเลยกับพวกและในวันเดียวกันจำเลยกับพวกร่วมกันออกเช็คให้แก่ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าที่หลอกลวงไปนั้น แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ทั้งนี้จำเลยออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้นขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มาตรา 3 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหาย
จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มาตรา 3การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหาย
โจทก์อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิด 2 กรรม ขอให้เรียงกระทงลงโทษ
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เช็คที่จำเลยออกให้ผู้เสียหายไม่มีมูลหนี้ เพราะจำเลยไม่มีเจตนาทำสัญญาซื้อขายกับผู้เสียหายจริง ๆ จำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พิพากษาแก้ว่าให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มาตรา 3นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษตามฟ้องและเรียงกระทงลงโทษทุกกรรม
ศาลฎีกาวินิจฉัยวา คำฟ้องตอนแรกบรรยายการกระทำความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และคำฟ้องตอนหลังบรรยายตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 ซึ่งการบรรยายฟ้องตอนท้ายกล่าวชัดว่า เช็คที่จำเลยออกให้ก็เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าที่หลอกลวงไปจากผู้เสียหายการกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 อีกด้วยและเมื่อพิเคราะห์คำฟ้องตอนแรกและตอนท้ายประกอบกันแล้ว เห็นว่าที่จำเลยเขียนเช็คมอบให้แก่ผู้เสียหายย่อมกระทำในเวลาต่อเนื่องใกล้ชิดกับเวลาที่รับสินค้าไปจากผู้เสียหาย โดยมีเจตนาอย่างเดียวคือให้ได้สินค้าตามที่ต้องการจากผู้เสียหายการออกเช็คเป็นเพียงการกระทำส่วนหนึ่งของการหลอกลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าจากผู้เสียหายเท่านั้น การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท สมควรที่จำเลยจะต้องได้รับโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนัดที่สุดเพียงบทเดียวดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คมาตรา 3 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย
พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า ให้บังคับคดีลงโทษจำเลยไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นทุกประการ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2918/2527
พนักงานอัยการกรมอัยการ โจทก์
นายฤกษ์ชัย รุ่งโรจน์วงศ์ศิริ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการกรมอัยการ · จำเลย - นายฤกษ์ชัย รุ่งโรจน์วงศ์ศิริ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประการ กาญจนศูนย์ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · กิติ บูรพรรณ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา