คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3338/2527
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้เงินฝาก ไม่จำเป็นต้องมีการสลักหลังตั๋วเงินที่ใช้เป็นหลักฐานแห่งหนี้
ย่อคำพิพากษา
หนี้ที่เจ้าหนี้มีต่อลูกหนี้เป็นหนี้เงินฝาก โดยมีตั๋วเงินเป็นหลักฐานแห่งหนี้ สิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้โอนให้แก่ ธนาคาร ก. จึงเป็นสิทธิเรียกร้องในหนี้เงินฝากดังกล่าว แม้เจ้าหนี้จะได้มอบตั๋วเงินซึ่งเป็นหลักฐานแห่งหนี้ให้แก่ธนาคาร ก. ไปพร้อมกับการทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ก็ไม่เป็นการโอนตั๋วเงินอันจะต้องมีการสลักหลังตั๋วเงิน นั้น
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นค่าตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน ๒๕ ฉบับ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้แล้ว ธนาคารกรุงไทย จำกัด โต้แย้งว่าเป็นหนี้ที่ไม่มีมูลต่อกันกับลูกหนี้
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วทำความเห็นรายงานต่อศาลว่าเจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้เงินฝากลูกหนี้อยู่ตามตั๋วสัญญาใช้เงินและตั๋วแลกเงินรวม ๒๕ ฉบับ เมื่อหักลบกลบหนี้กันแล้วยังคงเป็นเจ้าอยู่อีก ๑,๗๗๑,๓๗๖.๓๗ บาท ต่อมาเจ้าหนี้ขอรับเงินทดรองจำนวน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนหนี้เป็นเงิน ๓๕๔,๒๗๕.๒๗ บาท จากธนาคารกรุงไทย จำกัด ไป และได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเงินที่มีสิทธิจะได้รับจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทั้งหมดให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด พร้อมส่งมอบตั๋วเงินทั้งหมดให้ธนาคารกรุงไทย จำกัดด้วย ธนาคารกรุงไทย จำกัด จึงเป็นเจ้าหนี้เงินฝากตามตั๋วเงินที่เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้ และธนาคารกรุงไทย จำกัด ก็ได้ใช้สิทธิเรียกร้องขอรับชำระหนี้ในหนี้จำนวนนี้ทั้งหมดไว้แล้ว เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิที่จะนำหนี้ดังกล่าวมาขอรับชำระได้อีก จึงเห็นควรให้มีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้เสียทั้งสิ้น
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้รายนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
เจ้าหนี้อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
เจ้าหนี้ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า เจ้าหนี้โอนสิทธิเรียกร้องในหนี้เงินฝากทั้งหมดตามตั๋วสัญญาใช้เงินและตั๋วแลกเงินให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัดหาใช่โอนสิทธิเรียกร้องหรือยินยอมให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด ใช้สิทธิเรียกร้องแทนเพียงเท่าที่เจ้าหนี้ยืมเงินทดรองจ่ายจำนวน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนหนี้ตามตั๋วเงินทั้งหมดจากธนาคารเท่านั้นไม่ และวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ที่เจ้าหนี้ฎีกาเป็นประการต่อไปว่า ในการมอบตั๋วเงินทั้ง ๒๕ ฉบับให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด ไว้นั้นเป็นเพียงมอบให้ไว้เป็นหลักฐานโดยเจ้าหนี้มิได้สลักหลัง จึงหาเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ธนาคารทั้งหมดไม่นั้นปรากฏว่าหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้รายนี้เป็นหนี้สืบเนื่องมาแต่การที่เจ้าหนี้ฝากเงินไว้กับลูกหนี้หลายครั้งหลายคราว และทุกครั้งลูกหนี้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินและตั๋วแลกเงินให้ไว้ โดยลูกหนี้คิดดอกเบี้ยให้ตามอัตราที่ระบุไว้ในตั๋วเงินทุกฉบับ แสดงให้เห็นว่าหนี้ที่เจ้าหนี้มีต่อลูกหนี้เป็นหนี้เงินฝาก โดยมีตั๋วเงินเป็นหลักฐานแห่งหนี้ ดังนั้นสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้โอนให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด จึงเป็นสิทธิเรียกร้องในหนี้เงินฝากดังกล่าว แม้เจ้าหนี้จะไม่ได้มอบตั๋วเงินซึ่งเป็นหลักฐานแห่งหนี้ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด ไปพร้อมกับการทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ก็ไม่เป็นการโอนตั๋วเงินอันจะต้องมีการสลักหลังตั๋วเงินนั้น ดังที่เจ้าหนี้ฎีกาขึ้นมา
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3338/2527
นายพนัส สิมะเสถียร ประธานผู้ชำระบัญชีร้องขอให้บริษัทราชาเงินทุน จำกัด
นางกฤษณา ผดุงกิจ เจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | จำกัด - นายพนัส สิมะเสถียร ประธานผู้ชำระบัญชีร้องขอให้บริษัทราชาเงินทุน · เจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้ - นางกฤษณา ผดุงกิจ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ปรีชา พานิชวงศ์ · บุญส่ง คล้ายแก้ว · ปรานอม มหรรณพ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายวัฒนชัย โชติชูตระกูล · ศาลอุทธรณ์ - นายสุเมธ สิทธิวาทนฤพุฒิ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา