⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1604/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1604/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* สัญญาจ้างที่กำหนดระยะเวลาจ้างไว้อย่างต่ำและอย่างสูง ไม่ถือเป็นกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน นายจ้างจึงเลิกจ้างได้ภายในกำหนดนั้น * การบอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อเลิกจ้างต้องให้มีระยะเวลาเท่ากับงวดการจ่ายค่าจ้าง หรือจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอดเวลาที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า * หากลูกจ้างยินยอมรับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาจ้างโดยปริยายแล้ว จะอ้างว่านายจ้างผิดสัญญาไม่ได้ * ลูกจ้างที่สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเพราะการเลิกจ้างเมื่อทำงานครบหนึ่งปี ไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี

ย่อคำพิพากษา

สัญญาจ้างที่กำหนดระยะเวลาจ้างไว้อย่างต่ำ 1 ปีและไม่เกิน 2 ปีนั้น นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างลูกจ้างภายในกำหนดดังกล่าวเมื่อใดก็ได้ กำหนดนั้นจึงไม่ใช่กำหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอน (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 2155/2524) เมื่อค่าจ้างกำหนดจ่ายกันทุกวันที่ 25 ของเดือนและจำเลยเลิกจ้างโจทก์วันที่ 1 มีนาคมโดยบอกกล่าวล่วงหน้าวันที่ 31 มกราคม ดังนี้ ระยะเวลาบอกกล่าวล่วงหน้าจะชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อจำเลยเลิกจ้างในวันที่ 25 มีนาคม แม้จำเลยมีหน้าที่ต้องให้รถยนต์โจทก์ใช้ในการทำงานตามสัญญาจ้างก็ตาม แต่เมื่อโจทก์เข้าทำงานจำเลยมิได้จัดรถยนต์ให้โจทก์ก็มิได้ทักท้วง กลับใช้รถยนต์ส่วนตัวโดยให้จำเลยออกค่าน้ำมัน ค่าซ่อมแซม และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เมื่อโจทก์ไปทำงานต่างจังหวัดจำเลยก็จัดหารถยนต์ให้ เห็นได้ว่าโจทก์จำเลยตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญากันใหม่โดยปริยายแล้ว โจทก์จะอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาหาได้ไม่ การที่จำเลยเลิกจ้างเมื่อโจทก์ทำงานครบหนึ่งปีนั้น ทำให้โจทก์สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างและไม่มีโอกาสจะใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 513/2524) เมื่อศาลแรงงานกลางมิได้วินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะไม่เป็นธรรมหรือไม่ ศาลฎีกาย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเหตุใดจึงไม่มีข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นเป็นการเลิกจ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วพิพากษาใหม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.368 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.575 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.582 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.2 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.49 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.54

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างประจำ ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ ๒๕ ของเดือน และจำเลยสัญญาว่าจะจัดหารถยนต์ให้โจทก์ใช้ในการทำงานรวมทั้งเป็นผู้ออกค่าน้ำมันรถ ค่าซ่อมแซม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จำเลยจะประกันชีวิตให้โจทก์และโจทก์มีสิทธิเดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศ วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๒๗ จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ซึ่งให้มีผลแต่วันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗ โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำเลยต้องจ่ายค่าเสียหาย ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยไม่จัดหารถยนต์ให้โจทก์ ไม่ประกันชีวิตให้โจทก์ ไม่ส่งโจทก์ไปดูงานต่างประเทศจำเลยต้องจ่ายค่าเสียหาย นอกจากนี้โจทก์มีสิทธิลาหยุดพักร้อน ๑๐ วันแต่มิได้ลาหยุด จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างแทน ขอให้ศาลพิพากาาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่างหน้า ค่าเสียหายเนื่องจากไม่จัดหารถยนต์ให้ ไม่ประกันชีวิตให้ไม่ส่งโจทก์ไปดูงานต่างประเทศ ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยจ้างโจทก์กำหนดระยะเวลาอย่างต่ำ ๑ ปีและอย่างสูง ๒ ปี จึงเป็นการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาไว้แน่นอน จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและจำเลยได้บอกกล่าวล่วงหน้าโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วสาเหตุที่จำเลยเลิกจ้างเพราะโจทก์ไม่ขยันทำงาน ไม่เอาใจใส่ต่อหน้าที่ ปล่อยให้งานล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย การที่จำเลยเลิกจ้างไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย โจทก์จำเลยตกลงกันว่า โจทก์จะใช้รถยนต์ส่วนตัวโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าน้ำมันรถ ค่าซ่อมแซม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อีกจำเลยจะประกันชีวิตให้เมื่อผลงานโจทก์เป็นที่พอใจ เมื่อผลงานไม่เป็นที่พอใจจึงไม่ประกันชีวิตให้โจทก์ จำเลยไม่เคยสัญญาว่าจะส่งโจทก์ไปดูงานต่างประเทศ โจทก์ทำงานเพียง ๑ ปี ไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างแทนวันหยุดพักผ่อนประจำปี ขอให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล้วงหน้า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายเนื่องจากไม่จัดหารถยนต์ให้โจทก์และไม่จัดส่งโจทก์ไปดูลานต่างประทศ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างแทนวันหยุดพักผ่อนประจำปีสำหรับการประกันชีวิต จำเลยผิดสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเนื่องจากไม่ประกันชีวิตให้โจทก์ คำขออื่นให้ยก โจทก์จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่า สัญญาจ้างซึ่งจะถือว่าเป็นการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนนั้น หมายถึงสัญญาจ้างซึ่งกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ว่าจะจ้างกันกี่วันกี่เดือนหรือกี่ปี เมื่อถึงกำหนดระยะเวลานั้นแล้วการจ้างเป็นอันระงับหรือสิ้นสุดกันทันที และฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหามีสิทธิบอกเลิกสัญญาก่อนกำหนดนั้นได้ไม่ ตามสัญญาจ้างกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ว่าอย่างต่ำ ๑ ปีและไม่เกิน ๒ ปีนั้น จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์เมื่อใดก็ได้ในระหว่างตั้งแต่ ๑ ปีขึ้นไปถึง ๒ ปี กำหนดดังกล่าวจึงเป็นเพียงกำหนดระยะเวลาการจ้าง ไม่ใช่กำหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอนตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๔๖ วรรคสาม ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๕๕/๒๕๒๔ นายสุนทร กะวะระสูตร โจทก์ บริษัทสหกลเอนยิเนียริ่ง จำกัด กับพวก จำเลย เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยที่โจทก์มิได้กระทำความผิดตามประกาศฯ ดังกล่าว ข้อ ๔๗ จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยและต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๒ ค่าชดเชยนั้นโจทก์ทำงานติดต่อกันครบ ๑ ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้นมาตรา ๕๘๒ วรรคแรก กำหนดให้บอกกล่าวล่วงหน้าเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่ง เพื่อให้มีผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไป ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๒๗ โดยบอกกล่าวล่วงหน้าเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๒๗ และค่าจ้างกำหนดจ่ายกันทุกวันที่ ๒๕ ของเดือน ฉะนั้น ระยะเวลาการบอกกล่าวล่วงหน้าของจำเลยจะชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อจำเลยเลิกจ้างในวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๒๗ ซึ่งเป็นกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไป การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๒๗ กำหนดระยะเวลาการบอกกล่าวล่วงหน้าของจำเลยจึงไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนสำหรับเวลาที่ยังขาด๒๔ วันแก่โจทก์ แม้ตามสัญญาจ้างจำเลยมีหน้าที่ต้องจัดหารถยนต์ให้โจทก์ใช้ทำงานก็ตาม แต่เมื่อโจทก์เข้าทำงานกับจำเลย จำเลยมิได้จัดหารถยนต์ให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่เคยว่ากล่าวหรือทักท้วง โจทก์กลับใช้รถยนต์ส่วนตัวของโจทก์โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าน้ำมัน ค่าซ่อมแซมและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ กรณีที่โจทก์ออกไปทำงานที่ต่างจังหวัด จำเลยก็จัดหารถยนต์ให้แก่โจทก์ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์จำเลยได้ตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อสัญญากันใหม่โดยปริยาย โจทก์จะอ้างว่าจำเลยกระทำผิดสัญญาหาได้ไม่ สำหรับค่าจ้างวันหยุดพักผ่อนประจำปีนั้น ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๑๐ วรรคแรก ที่กำหนดว่า "ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ไม่น้อยกว่าปีละหกวันทำงาน ฯลฯ" นั้น เป็นบทกำหนดระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ซึ่งทำให้ลูกจ้างเกิดสิทธิ?ี่จะหยุดพักผ่อนประจำปี ไม่ใช่เป็นการกำหนดการใช้สิทธิของลูกจ้าง ลูกจ้างจะมีสิทธิเรียกค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจากนายจ้างกรณีที่ถูกเลิกจ้างได้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๔๕ ต่อเมื่อลูกจ้างมีสิทธิที่จะใช้สิทธิของตนแล้วเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์ทำงานครบหนึ่งปี จำเลยก็เลิกจ้างโจทก์ ซึ่งทำให้โจทก์สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง โจทก์ไม่มีโอกาสที่จะใช้สิทธิของตนเองจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๓/๒๕๒๔ นายสุนทร รัตนเกื้อกังวาน โจทก์ บริษัทลักซ์โซ่ (ประเทศไทย) จำกัด จำเลย ส่วนค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมนั้นปรากฏว่าศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุใด ฉะนั้น จึงไม่มีข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ และวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่จำเลยทำสัญญากับโจทก์ว่าจะประกันชีวิตให้โจทก์ แล้วจำเลยผิดสัญญา ย่อมเห็นความเสียหายที่โจทก์ได้รับอยู่ในตัวว่า โจทก์ไม่ได้รับความคุ้มครองแก่ชีวิตและร่างกายหากเกิดได้รับอันตรายในระหว่างที่เป็นลูกจ้างของจำเลย นอกจากนี้นายสมศักดิ์ พยานร่วม ก็ได้เบิกความถึงผลดีหรือประโยชน์ของการประกันชีวิตไว้แล้ว ถือว่ามีข้อเท็จจริงในสำนวน จำเลยจะโต้เถียงว่าศาลแรงงานกลางวินิจฉัยคดีโดยปราศจากข้อเท็จจริงหาได้ไม่ แม้โจทก์จะไม่ได้รับอันตรายในระหว่างที่เป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายกรณีที่ผิดสัญญาจ้างให้แก่โจทก์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเกี่ยวกับการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โดยให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุใด แล้วพิจารณาพิพากษาปัญหาข้อนี้ใหม่ นอกจากที่แก้และที่ยกนี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1604/2528 นายเสริม โลหอุ่นจิตร โจทก์ บริษัทเอฟ เอ็ม ซี (ประเทศไทย) จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเสริม โลหอุ่นจิตร · จำเลย - บริษัทเอฟ เอ็ม ซี (ประเทศไทย) จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เพียร สุมิระ · สมบูรณ์ บุญภินนท์ · สุพจน์ นาถะพินธุ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายธวัชชัย พิทักษ์ผล · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 591/2531ฎีกา 7174/2542ฎีกา 231/2482ฎีกา 1961/2543ฎีกา 4590/2553ฎีกา 3760/2533ฎีกา 2572/2541ฎีกา 2845-2847/2546ฎีกา 2093/2532ฎีกา 859/2527ฎีกา 6252/2540ฎีกา 3539/2536ฎีกา 1479/2526ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 1037/2540ฎีกา 2794/2526ฎีกา 15617/2558ฎีกา 2411-2415/2529ฎีกา 3041/2531ฎีกา 1061/2511ฎีกา 1352/2542ฎีกา 3820/2528ฎีกา 14102/2557ฎีกา 2752/2522
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา