คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1856/2528
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การวินิจฉัยของศาลต้องจำกัดอยู่เฉพาะประเด็นข้อพิพาทที่ได้กำหนดไว้เท่านั้น การวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาทถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงประเด็นเดียวว่า หนังสือสัญญาที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นสัญญาปลอมหรือไม่ ดังนี้เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังว่าหนังสือสัญญากู้ดังกล่าวไม่ใช่สัญญาปลอมแล้ว จะวินิจฉัยว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้ตามสัญญากู้ไม่สมบูรณ์เพราะไม่ระบุจำนวนเงิน โจทก์นำพยานบุคคลมาสืบเพิ่มเติมข้อความในสัญญากู้ต้องห้ามไม่ให้รับฟัง หาได้ไม่ เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาท
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยร่วมกันเช่าซื้อรถยนต์ ต่อมาได้ตกลงกันให้จำเลยเอารถยนต์ไว้และส่งค่าเช่าซื้อต่อไปแต่ผู้เดียว โดยจำเลยทำสัญญาจะใช้เงินที่โจทก์ออกไปคืนให้แก่โจทก์ แต่แล้วจำเลยไม่ชำระ จึงขอให้ศาลพิพากษาและบังคับ
จำเลยให้การว่า โจทก์ให้จำเลยลงชื่อไว้ในแบบพิมพ์สัญญากู้เงินโดยยังไม่ได้กรอกข้อความใด ๆ เพื่อจะได้มีหลักฐานฟ้องจำเลยในเงินที่ได้ร่วมลงทุนความจริงไม่มีการกู้ยืมเงินและไม่มีข้อตกลงใช้เงินต่อกัน แต่โจทก์เห็นว่ากิจการขาดทุนอยากได้เงินที่ลงทุนคืน จึงกรอกข้อความในสัญญาดังกล่าวนำมาฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าหนังสือสัญญาที่โจทกืนำมาฟ้องมิใช่สัญญาปลอมแต่เป็นการแปลงหนี้จากการเข้าหุ้นส่วนเช่าซื้อรถยนต์ซึ่งจำเลยจะต้องคืนเงินให้โจทก์เป็นว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ สัญญากู้ไม่ได้เขียนจำนวนเงินที่กู้ โจทก์จะนำพยานบุคคลมาสืบเพิ่มเติมข้อความในสัญญาไม่ได้ หนี้ตามสัญญากู้ไม่สมบูรณ์ ไม่อาจบังคับกันได้พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามข้อฎีกาของโจทก์มีว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีนอกประเด็นหรือไม่เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงประเด็นเดียวว่า หนังสือสัญญาที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นสัญญาปลอมหรือไม่ ประเด็นดังกล่าวศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์จำเลยได้เข้าหุ้นส่วนกันเช่าซื้อรถยนต์มาแล่นรับส่งคนโดยสาร โดยโจทก์จำเลยออกเงินค่าเช่าซื้องวดแรกคนละครึ่ง ต่อมาอีกประมาณ ๑ เดือน จำเลยไปทำสัญญาเช่าซื้อกับนายอภิชัย พงษ์พนาพิพัฒน์ ผู้ให้เช่าซื้อใหม่ เป็นว่าจำเลยเช่าซื้อคนเดียวและจำเลยตกลงจะคืนเงินค่าเช่าซื้อที่โจทก์ออกไปจำนวน๒๒,๒๕๐ บาทให้โจทก์ แต่จำเลยไม่มีเงินให้โจทก์ จึงได้มีการทำสัญญากู้เงินเอกสารหมายจ.๑ กันไว้ หนังสือสัญญาดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาปลอม เมื่อฟังว่าหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.๑ ไม่ใช่สัญญาปลอม ข้อต่อสู้ของจำเลยก็เป็นอันตกไป ไม่มีประเด็นจะต้องวินิจฉัยว่าการทำสัญญากู้ฉบับนี้เป็นการแปลงหนี้ใหม่ และหนี้ที่แปลงมานั้นสมบูรณ์ มีผลใช้บังคับได้หรือไม่เพราะนอกจากจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้แล้ว ศาลชั้นต้นยังไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ด้วย ทั้งเห็นว่า การฟ้องเลิกห้างหุ้นส่วนไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดงที่โจทก์อ้างหนังสือสัญญากู้เอกสารหมาย จ.๑ เป็นพยานก็เพื่อเป็นหลักฐานประกอบให้เห็นว่าโจทก์จำเลยได้เลิกหุ้นส่วนกันและจำเลยตกลงจะชำระเงินค่าหุ้นให้แก่โจทก์เท่านั้นเมื่อฟังว่าหนังสือสัญญากู้เอกสารหมาย จ.๑ ไม่ใช่สัญญาปลอม ก็ต้องฟังว่าโจทก์จำเลยได้ตกลงเลิกหุ้นส่วนเช่าซื้อรถยนต์และจำเลยตกลงจะคืนเงินค่าหุ้นจำนวน ๒๒,๒๕๐ บาทให้โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการทำสัญญากู้เอกสารหมาย จ.๑ เป็นการแปลงหนี้ใหม่หนี้ตามสัญญากู้ไม่สมบูรณ์ เพราะไม่ระบุจำนวนเงิน และเห็นว่าโจทก์นำพยานบุคคลมาสืบเพิ่มเติมข้อความในสัญญากู้ต้องห้ามไม่ให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ (ข)จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ เป็นการไม่ชอบ จำเลยต้องชำระเงินให้โจทก์ตามฟ้อง
พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1856/2528
นายเมียน ตระกูลพงษ์ โจทก์
นายสงฆ์ วันสุดล จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายเมียน ตระกูลพงษ์ · จำเลย - นายสงฆ์ วันสุดล |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เสรี แสงศิลป์ · ทวี กสิยพงศ์ · สวัสดิ์ รอดเจริญ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นายสมควร วิเชียรวรรณ · ศาลอุทธรณ์ - นายอำนวย เปล่งวิทยา |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา