⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2050/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2050/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นเขตโบราณสถานตามกฎหมาย ไม่ทำให้ที่ดินนั้นตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แต่เป็นการจำกัดสิทธิของเจ้าของหรือผู้ครอบครองตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น.

ย่อคำพิพากษา

ปัญหาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเนื่องจากที่ดินนั้นอยู่ในเขตโบราณสถานที่ทางราชการขึ้นทะเบียนไว้ตามพระราชบัญญัติโบราณสถานฯนั้น เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ให้เป็นประเด็นข้อพิพาท ศาลฎีการับวินิจฉัยให้. ที่ดินบริเวณใดที่ทางราชการขึ้นทะเบียนเป็นเขตโบราณสถานแล้วไม่มีผลทำให้ที่ดินบริเวณนั้นเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินทั้งหมด. เพียงแต่เจ้าของหรือผู้ครอบครองถูกจำกัดสิทธิบางอย่างในที่ดินของตนตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติโบราณสถานฯเท่านั้น. ที่ดินนั้นจึงไม่ใช่ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินอันจะมีผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง. ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์ให้ ล. ครอบครองแทนจำเลยสืบสิทธิจาก ล. จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ครอบครองแทนเช่นเดียวกัน. หากจำเลยจะแย่งการครอบครองหรือเปลี่ยนแปลงลักษณะแห่งการยึดถือครอบครอง ก็ต้องบอกกล่าวให้โจทก์ทราบก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 เมื่อจำเลยไม่ได้บอกกล่าวเปลี่ยนแปลงการยึดถือครอบครอง จึงไม่ใช่เรื่องที่ดินพิพาทถูกแย่งการครอบครองซึ่งโจทก์จะต้องฟ้องเรียกเอาคืนภายใน 1 ปี

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1304 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1381 พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ม.7 พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ม.9 พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ม.10 พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ม.12

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่า ๑ แปลง โจทก์ให้นายหลีปลูกห้องแถวใช้เป็นที่อยู่อาศัยในที่ดินดังกล่าว จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากันและเข้าอยู่อาศัยในห้องแถวนั้นเพราะจำเลยที่ ๒ เป็นบุตรของนายหลี ต่อมานายหลีถึงแก่ความตาย โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนห้องแถวและออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ยอมออก ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนห้องแถวออกไปและใช้ค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การว่า เมื่อประมาณ ๓๐ ปีเศษมานี้ นายหลีปลูกห้องแถวลงในที่ดินพิพาทและได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวอย่างเป็นเจ้าของ ต่อมานายหลียกห้องแถวและที่ดินนั้นให้แก่จำเลยที่ ๑ แล้วจำเลยทั้งสองก็ครอบครองที่ดินดังกล่าวอย่างเป็นเจ้าของ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองรื้อห้องแถวออกไปและใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในเรื่องที่ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเนื่องจากที่ดินนั้นอยู่ในเขตโบราณสถานที่ทางราชการได้ขึ้นทะเบียนไว้ในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ให้เป็นประเด็นข้อพิพาท ศาลฎีการับวินิจฉัยให้เพราะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคสองแต่เห็นว่าเมื่อทางราชการได้ขึ้นทะเบียนที่ดินบริเวณใดเป็นเขตของโบราณสถานแล้วก็ไม่มีผลทำให้ที่ดินในบริเวณนั้นเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินทั้งหมด เพียงแต่เจ้าของหรือผู้ครอบครองถูกจำกัดสิทธิบางอย่างในที่ดินของตนตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ เท่านั้น เช่น การปลูกสร้างอาคารจะต้องขออนุญาตจากอธิบดีกรมศิลปากรก่อนตามมาตรา ๗ ทวิ หากอาคารที่ก่อสร้างไว้ชำรุดและจะซ่อมแซมหรือจะดัดแปลงแก้ไขก็ต้องแจ้งและขออนุญาตก่อนตามมาตรา ๙ และ ๑๐ การโอนที่ดินให้แก่บุคคลอื่นก็ยังทำได้ แต่โอนแล้วต้องแจ้งการโอนภายใน ๓๐ วัน ตามมาตรา ๑๒ ดังนั้น ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินอันจะเป็นผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง รูปคดีเชื่อว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์และโจทก์ให้นายหลีอาศัยปลูกสร้างห้องแถวเท่านั้น ต้องถือว่านายหลีใช้สิทธิครอบครองที่ดินนั้นแทนโจทก์ จำเลยทั้งสองสืบสิทธิจากนายหลีจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ครอบครองแทนเช่นกัน หากจำเลยทั้งสองจะแย่งการครอบครองหรือเปลี่ยนแปลงลักษณะแห่งการยึดถือครอบครอง ก็ต้องบอกกล่าวให้โจทก์ทราบก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๑ แต่ข้อเท็จจริงก็ไม่ได้ความว่าจำเลยทั้งสองได้บอกกล่าวเปลี่ยนแปลงการยึดถือครอบครอง จึงไม่ใช่เรื่องที่ดินพิพาทถูกแย่งการครอบครอง ซึ่งโจทก์จะต้องฟ้องเรียกเอาคืนภายใน ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๕ วรรคสอง พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2050/2528 นายเรียน ศรีวราพงษ์ โจทก์ นายอำนวย คำปลื้ม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเรียน ศรีวราพงษ์ · จำเลย - นายอำนวย คำปลื้ม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดำรง สายเชื้อ · อาจ ปัญญาดิลก · มาโนช เพียรสนอง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุโขทัย - นายสุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายพยุง กลั่นสุภา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6039/2545ฎีกา 7626/2542ฎีกา 5845/2540ฎีกา 364/2536ฎีกา 4957/2536ฎีกา 734/2526ฎีกา 318-329/2525ฎีกา 4123/2543ฎีกา 2630/2545ฎีกา 3643/2537ฎีกา 9686/2539ฎีกา 38/2549ฎีกา 1263/2518ฎีกา 7159/2544ฎีกา 5846/2531ฎีกา 2074/2529ฎีกา 4340-4341/2545ฎีกา 53/2537ฎีกา 1216/2538ฎีกา 537/2540ฎีกา 1066-1067/2509ฎีกา 3552/2539ฎีกา 1304/2553ฎีกา 1712/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา