⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2416/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2416/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยแจ้งความเท็จต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจรเกี่ยวกับเรือซึ่งเป็นของโจทก์ ถือเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

ย่อคำพิพากษา

เรือลำพิพาทเป็นของโจทก์แต่จำเลยกลับถือโอกาสที่ ทะเบียนเรือยังเป็นชื่อของจำเลยมอบอำนาจให้ ส. ไปแจ้งความ ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ในข้อหาความผิด ฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรเรือลำพิพาท เป็นเหตุให้โจทก์ถูกจับกุมดำเนินคดีและเรือลำพิพาทถูกยึดแล้วจำเลยติดต่อ ขอรับเรือลำพิพาทจากพนักงานสอบสวนไปใช้ในกิจการของจำเลย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาการกระทำของจำเลยจึงไม่ชอบและเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.421

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองเรือประมงพร้อมด้วยเครื่องยนต์อันเป็นเรือที่โจทก์ว่าจ้างนายผ่องเป็นผู้ต่อเรือให้สิ้นค่าใช้จ่ายประมาณ ๓๙๐,๐๐๐ บาท เมื่อต่อเรือเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ โจทก์ไม่มีเงินซื้อเครื่องยนต์เรือจึงให้จำเลยออกเงินซื้อให้ก่อนโดยตกลงกันว่า เมื่อโจทก์ออกจับปลามาได้ โจทก์ต้องนำปลามาขายให้แก่จำเลยเพื่อหักกลบลบหนี้ค่าเครื่องยนต์เรือที่จำเลยออกเงินทดรองซื้อให้ก่อน ซึ่งจำเลยได้ซื้อเครื่องยนต์เรือราคาประมาณ ๔๙๐,๐๐๐ บาท และเพื่อเป็นประกันมิให้โจทก์ผิดสัญญาจำเลยให้โจทก์ใส่ชื่อจำเลยทางทะเบียนเป็นเจ้าของเรือ เมื่อโจทก์จับปลามาขายหักกลบลบหนี้แก่จำเลยตามจำนวนดังกล่าวครบถ้วนแล้ว จำเลยจะโอนชื่อทางทะเบียนเรือคืนให้แก่โจทก์ ต่อมาน้ำมันขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้น การจับปลาขาดทุนจำเลยประสงค์ที่จะเลิกการทดรองออกเงินทุนให้โจทก์เรียกโจทก์มาคิดบัญชีปรากฏว่าโจทก์เป็นหนี้จำเลย ๖๘๗,๐๐๐ บาท โจทก์ขอกู้เงินธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาระยองจำนวนเงิน ๖๘๗,๐๐๐ บาท ชำระหนี้ให้แก่จำเลยโดยจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันให้แก่โจทก์หลังจากชำระหนี้ให้จำเลยแล้ว โจทก์ขอให้จำเลยโอนชื่อทะเบียนเรือพิพาทมาเป็นชื่อของโจทก์ แต่จำเลยเกี่ยงให้โจทก์ชำระหนี้แก่ธนาคารเสียก่อน โจทก์ถือว่าได้ชำระหนี้ให้แก่จำเลยครบถ้วนตามข้อตกลงแล้ว จึงนำเรือพิพาทออกไปหาจับปลาทางจังหวัดภาคใต้ จำเลยได้มอบอำนาจให้นายสมควรไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจรเรือลำพิพาท พนักงานสอบสวนได้จับกุมโจทก์และยึดเรือของโจทก์ไปประกอบการดำเนินคดี การกระทำของจำเลยเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยถูกจับกุมและควบคุมตัวอยู่ ๓ วัน จึงได้รับการประกันตัวและจำเลยได้ขอรับเรือลำพิพาทไปจากพนักงานสอบสวนโดยมิชอบ ขอให้จำเลยส่งมอบเรือลำพิพาท และใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของเรือประมงลำพิพาทพร้อมเครื่องยนต์เรือโดยจำเลยมอบให้โจทก์เป็นตัวแทนหาอู่ต่อเรือ จำเลยเป็นผู้ออกเงินเองทั้งสิ้นรวมทั้งอุปกรณ์ในการจับปลา เมื่อต่อเรือเสร็จจำเลยมอบหมายให้โจทก์เป็นผู้ควบคุมดูแลเรือโดยจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น ต่อมาโจทก์ขออนุญาตจำเลยนำเรือไปจับปลาทางจังหวัดภาคใต้ จำเลยไม่อนุญาต โจทก์กลับลักลอบนำเรือลำพิพาทหนีไป จำเลยกระทำโดยสุจริต มิได้ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นฟังว่าเรือลำพิพาทเป็นของจำเลย พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังว่า การต่อเรือลำพิพาทกระทำโดยทุนทรัพย์ของโจทก์ จำเลยเป็นเพียงผู้นำเครื่องยนต์เรือมาติดตั้ง ซึ่งต่อมามีการคิดบัญชีกัน โจทก์กู้เงินจากธนาคารชดใช้หนี้ให้แก่จำเลยแล้ว การที่จำเลยร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่โจทก์และขอรับเรือลำพิพาทไปเก็บรักษา ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยส่งมอบเรือลำพิพาทให้แก่โจทก์ หากไม่สามารถส่งคืนได้ให้ใช้ราคา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า การต่อเรือลำพิพาทโจทก์เป็นผู้ออกทุนทรัพย์ของโจทก์เอง ส่วนจำเลยเป็นเพียงผู้นำเครื่องยนต์มาติดตั้ง การที่ทะเบียนเรือเป็นชื่อของจำเลยเป็นไปตามข้อตกลง โดยจำเลยจะโอนทะเบียนเรือเป็นชื่อของโจทก์ต่อเมื่อจำเลยหักชำระหนี้จากโจทก์ครบถ้วนแล้ว และได้มีการคิดบัญชีหนี้สินกัน ปรากฏว่าโจทก์เป็นหนี้จำเลยอยู่ ๖๘๗,๐๐๐ บาท โจทก์กู้เงินจำนวนดังกล่าวจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาระยอง โดยมีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกัน และโจทก์โอนเงินจำนวน ๖๘๗,๐๐๐ บาท เข้าบัญชีของจำเลยชำระหนี้ให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยต้องโอนทะเบียนเรือพิพาทให้แก่โจทก์ตามข้อตกลง ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า เรือลำพิพาทเป็นของโจทก์และโจทก์ได้ชำระหนี้ค่าเครื่องยนต์เรือตลอดจนหนี้สินอื่น ๆ รวมเป็นจำนวน ๖๘๗,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลยแล้วจำเลยมีหน้าที่ต้องโอนทะเบียนเรือลำพิพาทให้แก่โจทก์ แต่จำเลยกลับถือโอกาสที่ทะเบียนเรือยังเป็นชื่อของจำเลยมอบอำนาจให้นายสมควรไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอแกลง ให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ในข้อหาความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรเรือลำพิพาท เป็นเหตุให้โจทก์ถูกจับกุมดำเนินคดีและเรือลำพิพาทถูกยึด แล้วจำเลยติดต่อขอรับเรือลำพิพาทจากพนักงานสอบสวนไปใช้ในกิจการของจำเลยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การกระทำของจำเลยจึงไม่ชอบและเป็นการละเมิดสิทธิโจทก์ จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2416/2528 นายไพฑูรย์ หรือจู๋ พานิชวรผล โจทก์ นายไพรัช หรือไพรัตน์ อรุณเวศเศรษฐ์ หรือ อรุณเวสสะเศรษฐ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายไพฑูรย์ หรือจู๋ พานิชวรผล · จำเลย - นายไพรัช หรือไพรัตน์ อรุณเวศเศรษฐ์ หรือ อรุณเวสสะเศรษฐ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กิติ บูรพรรณ์ · ประการ กาญจนศูนย์ · ประพันธ์ ผลฉาย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดระยอง - นายอำพร สิทธิบุศย์ · ศาลอุทธรณ์ - นายยรรยง อิทธิพงษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 265/2534ฎีกา 246/2522
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา