⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2883/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2883/2528

ป.พ.พ. ม.702, 716, 728 ฯลฯ · ป.วิ.แพ่ง ม.150, 287, 288

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ร้องมีสิทธิขอให้กันส่วนที่ดินที่ตนครอบครองอยู่ก่อนออกขายทอดตลาดได้ การร้องขอกันส่วนนี้ไม่ถือเป็นการร้องขัดทรัพย์ จึงไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์

ย่อคำพิพากษา

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ซึ่งมีชื่อจำเลยและผู้ร้องเป็นเจ้าของรวมผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินครึ่งหนึ่งทางทิศเหนือเป็นส่วนสัดมาตั้งแต่ได้รับการยกให้จากบิดา เมื่อโจทก์รับจำนองที่ดินส่วนที่เป็นของจำเลยโจทก์ก็ทราบว่ารับจำนองเฉพาะที่ดินส่วนที่อยู่ทางทิศใต้ดังนี้ โจทก์จะบังคับคดียึดที่ดินทั้งแปลงออกขายทอดตลาดให้ผู้ร้องกันเงินครึ่งหนึ่งที่ได้จากการขายทอดตลาดมิได้ ผู้ร้องย่อมมีสิทธิที่จะขอให้กันที่ดินส่วนทางด้านทิศเหนือของผู้ร้องออกก่อนขายทอดตลาด กรณีเช่นนี้เป็นเรื่องการร้องขอกันส่วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 มิใช่เป็นการร้องขัดทรัพย์ตามมาตรา 288 จึงเรียกค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์มิได้เมื่อศาลอุทธรณ์เรียกค่าขึ้นศาลมาไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาย่อมสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.150 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.287 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.702 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.716 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.728 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1364 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1367 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1370 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1372 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1374 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1377 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1378

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.150 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.287 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.702 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

่่คดีสืบเนื่องจากจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) เลขที่ ๒๖ เนื้อที่ ๒ งาน ๔๘ ตารางวา กับบ้านที่ปลูกในที่ดินดังกล่าว ๑ หลัง ซึ่งมีชื่อจำเลยและผู้ร้องเป็นเจ้าของรวม ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินที่โจทก์นำยึดเป็นของผู้ร้องครึ่งหนึ่งทางด้านทิศเหนือติดกับทางสาธารณประโยชน์ ผู้ร้องครอบครองเป็นส่วนสัดมีอาณาเขตแน่นอนแยกจากส่วนที่เป็นของจำเลย ส่วนบ้านเลขที่ ๑๗๕ ปลูกอยู่ในที่ดินส่วนที่เป็นของจำเลยเฉพาะส่วนด้านหลังที่ต่อจากตัวบ้านเดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ขอให้ศาลกันที่ดินส่วนของผู้ร้องออก และให้ผู้ร้องรื้อถอนบ้านส่วนที่ต่อเติม ให้ขายทอดตลาดเฉพาะที่ดินและบ้านส่วนที่เป็นของจำเลย โจทก์คัดค้านว่า ผู้ร้องและจำเลยต่างครอบครองที่ดินซึ่งโจทก์นำยึดร่วมกันตลอดมา มิได้มีการแบ่งแยกกันครอบครองเป็นส่วนสัด บ้านส่วนที่ต่อเติมเป็นส่วนควบของตัวบ้านและที่ดิน ผู้ร้องจึงชอบที่จะขอกันส่วนจากเงินที่ได้จากากรขายทอดตลาดทั้งหมด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทตอนเหนือตั้งแต่ถนนสาธรณะถึงเสาไม้แก่น และให้ขายทอดตลาดเฉพาะที่ดินด้านทิศใต้ตั้งแต่เสาไม้แก่นถึงแม่น้ำเพชรบุรี คำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง แต่ไม่ตัดสิทธิที่จะร้องขอกันเงินส่วนของตนตามสิทธิจากการขายทอดตลาด ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๔ นั้นเจ้าของรวมอาจจะตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมด้วยกันเอง หรือขายทรัพย์สินแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งกัน ดังนั้นการวินิจฉัยปัญหาว่า ผู้ร้องมีสิทธิจะขอให้กันที่ดินเฉพาะส่วนของผู้ร้องครึ่งหนึ่งก่อนนำออกขายทอดตลาดได้หรือไม่จึงอยู่ที่ว่าได้มีการแบ่งกันครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดดังที่ผู้ร้องอ้างหรือไม่ เห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งเดิมเป็นของนายแถมบิดาจำเลย ผู้ร้องและนางสำรวย นายแถมได้ปลูกเรือนอาศัยอยู่ก่อนที่จะยกให้แก่ผู้ร้องและนางสำรวย หลังจากจดทะเบียนยกที่ดินให้ดังกล่าวแล้ว นางสำรวยเป็นผู้อาศัยอยู่ที่เรอนกับบิดามารดาส่วนผู้ร้องแยกไปอยู่กับสามีที่จังหวัดอื่นจึงฟังได้ว่านอกจากจะได้ส่วนแบ่งที่ดินครึ่งหนึ่งแล้ว นางสำรวยยังเป็นฝ่ายได้เรือนเลขที่ ๑๗๕ ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของนางสำรวยด้วย ทั้งโจทก์ก็ทราบดีตั้งแต่ก่อนที่จะจดทะเบียนรับจำนองว่าที่ดินพิพาทส่วนของนางสำรวยที่จำนองแก่โจทก์นั้นอยู่ทางด้านทิศใต้ติดกับแม่น้ำเพชรบุรี ศาลฎีกาเชื่อว่าได้มีการแบ่งกันครอบครองที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องและนางสำรวยเป็นส่วนสัด ก่อนที่นางสำรวยจะนำที่ดินพิพาทส่วนของตนไปจำนองแก่โจทก์แล้ว เช่นนี้ หากจะขายที่ดินพิพาทไปทั้งแปลงและให้ผู้ร้องคงมีสิทธิที่จะขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดครึ่งหนึ่ง ก็จะไม่เป็นธรรม เพราะการขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้นอาจจะไม่ได้ราคาดังนั้นผู้ร้องจึงมีสิทธิที่จะขอให้กันที่ดินส่วนทางด้านทิศเหนือซึ่งติดกับถนนสาธารณะส่วนของผู้ร้องออกก่อนขายทอดตลาดได้ อนึ่ง คดีนี้เป็นเรื่องการร้องขอกันส่วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๗ มิใช่เป็นการร้องขัดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๘ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้เรียกค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์นั้นไม่ถูกต้อง จึงให้คืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมาในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่โจทก์และผู้ร้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดเฉพาะที่ดินส่วนด้านทิศใต้พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งติดกับแม่น้ำเพชรบุรีคิดเป็นเนื้อที่ครึ่งหนึ่งของเนื้อที่ทั้งหมด ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2883/2528 ธนาคารกรุงไทย จำกัด โจทก์ นางยุพิน โพธิ์เอี่ยม ผู้ร้อง นายถม เชี่ยวชูพันธ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารกรุงไทย จำกัด · ผู้ร้อง - นางยุพิน โพธิ์เอี่ยม · จำเลย - นายถม เชี่ยวชูพันธ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชูเชิด รักตะบุตร์ · บุญส่ง คล้ายแก้ว · ปรานอม มหรรณพ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นางสาวสมสุข ธีระกาญจน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายพนม พ่วงภิญโญ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 770/2535ฎีกา 7677/2557ฎีกา 759/2494ฎีกา 1536/2500ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1776/2512ฎีกา 5531/2534ฎีกา 5640/2540ฎีกา 3231/2557ฎีกา 609/2522ฎีกา 194/2543ฎีกา 1398/2493ฎีกา 3745/2530ฎีกา 2718/2538ฎีกา 39/2524ฎีกา 1492/2510ฎีกา 5640/2541ฎีกา 1413/2508ฎีกา 5423/2553ฎีกา 4832/2536ฎีกา 635/2511ฎีกา 1561-1562/2518ฎีกา 521/2569
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา