⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4070/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4070/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่สัญญาจะกู้ระบุว่าหากผู้กู้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยและต้นเงินตามกำหนด ผู้ให้กู้ย่อมมีสิทธิฟ้องร้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยได้นั้น สิทธิฟ้องร้องเรียกเงินต้นจะเกิดขึ้นเมื่อผู้กู้ผิดนัดชำระต้นเงินตามกำหนดเท่านั้น เมื่อสัญญาไม่ระบุอัตราดอกเบี้ย ให้บังคับตามกฎหมายที่กำหนดอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี การฟ้องเรียกดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ย่อคำพิพากษา

สัญญากู้มีข้อความว่า "ข้าพเจ้าจะนำดอกเบี้ยมาชำระให้ท่านตามกำหนดระยะเวลา 1 เดือนต่อครั้ง และจะนำต้นเงินมาชำระให้ภายในวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2515 ถ้าข้าพเจ้าไม่นำดอกเบี้ยและต้นเงินมาชำระให้ตามกำหนดด้วยเหตุใดๆ ก็ดีข้าพเจ้ายอมให้ท่านฟ้องร้องเรียกเอาต้นเงินและดอกเบี้ยจากข้าพเจ้าได้ตามกฎหมาย"ตีความได้ว่าสิทธิฟ้องร้องเรียกเงินต้นคืนจะเกิดขึ้นเมื่อผู้กู้ผิดนัดในการนำเงินต้นมาชำระคืนด้วยเพราะข้อความในสัญญาระบุว่าจะต้องผิดนัดทั้งในการนำดอกเบี้ยและเงินต้นมาชำระให้ตามกำหนด สิทธิฟ้องร้องของโจทก์ในการเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยจึงจะเกิดขึ้นเหตุนี้อายุความฟ้องร้องเรียกเงินต้นของโจทก์จึงเริ่มนับแต่วันที่22 เมษายน 2515 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 20 เมษายน 2525คดีจึงไม่ขาดอายุความ สัญญากู้มิได้ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้จึงต้องบังคับตามมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์คือคิดอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ดังนั้นการที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยตกลงให้ดอกเบี้ยโจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติและสัญญากู้ดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวได้ อำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ในเมื่อเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.7 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.132 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.164 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.169

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินโจทก์ 4 ครั้ง อัตราดอกเบี้ยร้อยละ15 ต่อปี จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการกู้ครั้งที่ 4 ถึงกำหนดชำระหนี้แล้วจำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 (เฉพาะส่วนของผู้ค้ำประกัน)ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ให้การว่าทำสัญญากู้ยืมตามฟ้องจริง แต่มิได้ค้างเงินต้นและดอกเบี้ย คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่าโจทก์ยอมผ่อนเวลาการชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นความรับผิด ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้ครั้งที่ 2, 3 และ 4 พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ให้จำเลยที่ 2ร่วมรับผิดตามจำนวนเงินที่ค้ำประกันพร้อมดอกเบี้ยอัตราเดียวกัน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายในชั้นนี้ว่า สัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย จ.1 ขาดอายุความหรือไม่ และศาลอุทธรณ์ยกประเด็นเรื่องอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้ทั้ง 4 ฉบับดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ สำหรับปัญหาข้อแรกได้พิเคราะห์สัญญากู้ตามเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 4 แล้วมีข้อความว่า "ข้าพเจ้าจะนำดอกเบี้ยมาชำระให้ท่านตามกำหนดระยะเวลา 1 เดือนต่อครั้งและจะนำต้นเงินมาชำระให้ภายในวันที่ 21เดือนเมษายน พ.ศ. 2515 ถ้าข้าพเจ้าไม่นำดอกเบี้ยและต้นเงินมาชำระให้ตามกำหนดด้วยเหตุใด ๆ ก็ดี ข้าพเจ้ายอมให้ท่านฟ้องร้องเรียกเอาต้นเงินและดอกเบี้ยจากข้าพเจ้าได้ตามกฎหมาย" เห็นว่า ตามข้อความดังกล่าวสิทธิฟ้องร้องของโจทก์โดยเฉพาะในการฟ้องร้องเรียกเงินต้นคืนจะต้องปรากฏว่าจำเลยผิดนัดในการนำต้นเงินมาชำระคืนด้วย เพราะข้อความในสัญญาระบุว่าจะต้องผิดนัดทั้งในการนำดอกเบี้ยและเงินต้นมาชำระให้ตามกำหนดสิทธิฟ้องร้องของโจทก์ในการเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยจึงจะเกิดขึ้น เหตุนี้อายุความฟ้องร้องเรียกเงินต้นคืนของโจทก์จึงต้องเริ่มนับแต่วันที่ 22 เมษายน 2515 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 20 เมษายน 2525 คดีจึงยังไม่ขาดอายุความ ส่วนปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยนั้น ปรากฏว่าตามสัญญากู้พิพาททั้งสี่ฉบับไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้กรณีจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งระบุว่า "ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและดอกเบี้ยนั้นมิได้กำหนดอัตราไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันใดอันหนึ่งชัดแจ้งไซร้ ท่านให้ใช้อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี" โดยเหตุนี้การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ตกลงให้ดอกเบี้ยโจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติและสัญญากู้ดังกล่าวข้างต้น เหตุนี้โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องเรียกดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวได้ อำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ในเมื่อเห็นสมควรตามบทบัญญัติ มาตรา 142(5) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เว้นแต่เรื่องอัตราดอกเบี้ยคงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4070/2528 นางวีระยา เหราปัตย์ โจทก์ นางวลัย ฑีฆะสุข กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางวีระยา เหราปัตย์ · จำเลย - นางวลัย ฑีฆะสุข กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ยรรยง อิทธิพงษ์ · ศักดิ์ สนองชาติ · อุทิศ บุญชู
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2178/2522ฎีกา 2958/2538ฎีกา 1545/2552ฎีกา 3492/2547ฎีกา 537/2540ฎีกา 6296/2545ฎีกา 3806/2549ฎีกา 1712/2539ฎีกา 5034/2533ฎีกา 6370-6371/2550ฎีกา 558/2509ฎีกา 5692/2538ฎีกา 1042/2531ฎีกา 142/2492ฎีกา 1721/2528ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 170/2546ฎีกา 2834/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา