⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4176/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4176/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. จำเลยย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาได้ หากคำให้การใหม่เพียงแต่เพิ่มเติมหรือเรียบเรียงข้อความเดิมให้ชัดเจนขึ้น 2. การฟ้องขอให้บังคับรื้อถอนอาคารตามกฎหมายควบคุมอาคาร มิใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามกฎหมายดังกล่าว จึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงในคดีอาญามาฟังเป็นยุติในคดีแพ่งได้

ย่อคำพิพากษา

ในคดีแพ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดชี้สองสถานและงดสืบพยานแล้วนัดฟังคำพิพากษา จึงไม่มีวันชี้สองสถานและวันสืบพยาน จำเลยย่อมจะยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาได้ และการยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การฉบับดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าคำให้การเดิมบกพร่อง ไม่ชัดเจนและพิมพ์ผิดพลาดหลายแห่ง ขอยกเลิกคำให้การเดิมแล้วขอใช้คำให้การใหม่ที่แนบท้ายคำร้อง เมื่อคำให้การของจำเลยที่พิมพ์มาใหม่ หาได้เปลี่ยนแปลงไปจากคำให้การเดิม เป็นแต่เพียงเพิ่มเติมข้อความบางตอน แล้วเรียบเรียงข้อความเสียใหม่ให้อ่านได้ความต่อเนื่องชัดแจ้งขึ้น จึงชอบที่จะอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การได้ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนอาคารส่วนที่ปลูกสร้างโดยมิได้รับอนุญาต การดำเนินคดีเป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดตั้งแต่เจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ระงับการก่อสร้างให้รื้อถอนอาคาร ที่มิได้รับอนุญาตหากฝ่าฝืนเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจร้องขอต่อศาลให้รื้อถอนการดำเนินคดีดังกล่าวมิได้ ้เนื่องมาจากมูลความผิดทางอาญาในความผิดต่อพระราชบัญญัติควบคุมอาคารการฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยรื้อถอนอาคาร จึงมิใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าวจะนำข้อเท็จจริงในคดีอาญามาฟังเป็นยุติในคดีแพ่งหาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.179 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.180

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๒๔ จำเลยปลูกสร้างต่อเติมอาคารปกคลุมที่ว่างทางเดินหลังอาคาร โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามกฎหมาย และการปลูกสร้างดังกล่าวเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงและออกใบอนุญาตให้ได้ ผู้รักษาการแทนหัวหน้าเขตยานนาวาซึ่งได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ มีหนังสือแจ้งให้จำเลยระงับการก่อสร้างและรื้อถอนที่ก่อสร้างต่อเติมดังกล่าว จำเลยเพิกเฉยและมิได้อุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับการก่อสร้างอาคาร พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับจำเลย ศาลแขวงพระนครใต้พิพากษาปรับจำเลย ๒,๐๐๐ บาท ตามคดีแดงที่ ๑๑๖๗๗/๒๕๒๔ จำเลยจึงมีหน้าที่รื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างต่อเติมดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยให้รื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างต่อเติมหากจำเลยไม่รื้อถอน ให้โจทก์รื้อถอนได้เองโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรื้อ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ก่อสร้างต่อเติมอาคารตามฟ้อง อาคารส่วนต่อเติมได้ก่อสร้างเสร็จก่อนหน้านั้นเป็นเวลานานแล้วก่อนจำเลยได้รับหนังสือแจ้งให้ระงับการก่อสร้าง จำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการดังกล่าววินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยแล้วเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๒๕ จำเลยมิได้ฟ้องเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวจึงถึงที่สุด โจทก์มีสิทธิบังคับได้ตามกฎหมายอยู่แล้ว จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ว่างด้านหลังอาคารของจำเลยไม่สามารถเดินทะลุถึงอาคารข้างเคียงได้ อาคารส่วนที่ต่อเติมมีสภาพมั่นคง แข็งแรงไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของบุคคลใด ขอให้พิพากษายกฟ้อง ศาลชั้นต้นตรวจสำนวนแล้ว เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงให้งดชี้สองสถานงดสืบพยานและนัดฟังคำพิพากษา ก่อนถึงวันนัด จำเลยยื่นคำร้องว่า คำให้การของจำเลยมีข้อความที่บกพร่องไม่แจ้งชัด พิมพ์ผิดพลาดอยู่หลายแห่ง จึงขอแก้ไขคำให้การโดยขอยกเลิกคำให้การเดิมและขอใช้คำให้การใหม่ที่แนบมาท้ายคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การขอยกเลิกคำให้การเดิมเป้นการถอนคำให้การเดิมทั้งหมด ดังนี้การที่จำเลยขอให้คำให้การใหม่ภายหลังพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ยื่นคำให้การ จึงไม่อาจกระทำได้ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนอาคารส่วนต่อเติม หากจำเลยไม่รื้อถอนก็ให้โจทก์รื้อถอนได้เองโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลย เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงให้งดชี้สองสถานและงดสืบพยานคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้วนัดฟังคำพิพากษา กรณีจึงไม่มีวันชี้สองสถานและวันสืบพยาน จำเลยย่อมยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๐ วรรคสอง การที่จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวว่าขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การโดยขอยกเลิกคำให้การเดิมแล้วขอใช้คำให้การใหม่ที่แนบท้ายคำร้อง โดยจำเลยให้เหตุผลไว้แล้วว่าเพราะคำให้การเดิมบกพร่องไม่ชัดเจนและพิมพ์ผิดพลาดหลายแห่ง เมื่อพิจารณาคำให้การของจำเลยที่พิมพ์มาใหม่ เห็นได้ว่าหาเป็นการยกเลิกคำให้การเดิมแล้วทั้งสิ้น เนื้อหาสาระสำคัญและประเด็นในคำให้การใหม่ มิได้เปลี่ยนแปลงไปจากคำให้การเดิมทั้งหมดเป็นแต่เพียงคำให้การใหม่จำเลยได้เพิ่มเติมข้อความบางตอน แล้วเรียบเรียงข้อความในคำให้การเดิมเสียใหม่ให้อ่านได้ความต่อเนื่องชัดแจ้งขึ้น ดังนี้ กรณีถือได้ว่าจำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การโดยยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่เป็นการแก้ข้อหาเดิมหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้ออ้างหรือข้อเถียงเพื่อสนับสนุนหรือเพื่อหักล้างข้อหาของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งจำเลยย่อมกระทำได้ตามมาตรา ๑๗๙ (๓) ชอบที่ศาลจะอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาว่าคดีนี้มิใช่เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาแดงที่ ๑๑๖๗๗/๒๕๒๕ จะนำข้อเท็จจริงในคดีอาญาดังกล่าวมารับฟังเป็นยุติในคดีแพ่งคดีนี้มิได้นั้น เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนอาคารส่วนที่ปลูกสร้างโดยมิได้รับอนุญาตอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย การดำเนินการดังกล่าวนี้เป็นไปตามขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนด เริ่มตั้งแต่เจ้าพนักงานท้องถิ่นตรวจพบขณะทำการก่อสร้างว่า ทำการก่อสร้างโดยมิได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้ระงับการก่อสร้างได้ หากการก่อสร้างไม่สามารถแก้ไข เปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องตามกฎกระทรวงหรือข้อบัญญัติท้องถิ่นได้ เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้รื้อถอนได้ และหากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนเจ้าพนักงานท้องถิ่นก็มีอำนาจร้องขอต่อศาลให้บังคับให้รื้อถอน เมื่อข้อเท็จจริงในทางพิจารณาฟังได้ว่ามีการก่อสร้างโดยมิได้รับอนุญาตจริงศาลมีอำนาจบังคับได้มีการรื้อถอนได้ จะเห็นได้ว่าการดำเนินการดังกล่าวมิได้เนื่องมาจากมูลความผิดทางอาญาในความผิดต่อพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ แต่ประการใดเลย ดังนั้นการฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยรื้อถอนอาคารพิพาท จึงมิใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จะนำข้อเท็จจริงในคดีอาญาดังกล่าวมารับฟังเป็นยุติในคดีแพ่งคดีนี้หาได้ไม่ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยและดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4176/2528 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โจทก์ นายประสาร สงฆ์ประสิทธิ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร · จำเลย - นายประสาร สงฆ์ประสิทธิ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดำริ ศุภพิโรจน์ · อำนวย อินทุภูติ · สมศักดิ์ เกิดลาภผล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสมาน เวทวินิจ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุเทพ กิจสวัสดิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 728/2512ฎีกา 3813/2535ฎีกา 988/2485ฎีกา 4715/2542ฎีกา 6304/2540ฎีกา 1917/2559ฎีกา 2494/2553ฎีกา 481/2526ฎีกา 685/2550ฎีกา 6405/2550ฎีกา 7154/2551ฎีกา 7903/2568ฎีกา 4273-4274/2534ฎีกา 1308/2533ฎีกา 6258/2550ฎีกา 1117/2527ฎีกา 1000/2505ฎีกา 1482/2538ฎีกา 5111/2543ฎีกา 3202/2559ฎีกา 58/2531ฎีกา 1500/2542ฎีกา 1982/2519ฎีกา 1803/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา