⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4211-4212/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4211-4212/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
นิติบุคคลที่รับประกันวินาศภัยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี จะต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัย เว้นแต่ผู้เอาประกันภัยจะทราบถึงการไม่ได้รับอนุญาตนั้น

ย่อคำพิพากษา

นิติบุคคลซึ่งไม่มีวัตถุประสงค์ในการรับประกันวินาศภัยแต่ได้รับประกันวินาศภัยไว้เมื่อได้รับเบี้ยประกันภัยอันเป็นผลประโยชน์ตอบแทนจากผู้เอาประกันภัย นิติบุคคลนั้นจะปฏิเสธว่าเป็นเรื่องนอกวัตถุประสงค์ของตนเพื่อให้พ้นความรับผิดที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาประกันภัยหาได้ไม่ การที่ผู้รับประกันภัยได้รับประกันวินาศภัยไว้จากผู้เอาประกันภัยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีให้ประกอบกิจการประกันวินาศภัย สัญญาประกันภัยจะเป็นโมฆะก็ต่อเมื่อผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นคู่สัญญาได้ทราบถึงการไม่ได้รับอนุญาตนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้เอาประกันภัยได้ทราบความดังกล่าว ผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.69 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.113 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.861 พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2510 ม.6

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นสามีนางเฉวียง โจทก์ที่ ๒ เป็นสามีนางยิ้ม โจทก์ที่ ๓,ที่ ๔, ที่ ๕ เป็นมารดาและบิดานายเจตน์ นายฉลาด นายประยูร ตามลำดับ โจทก์ที่ ๖ เป็นผู้ขับขี่รถยนต์โดยสารคันหมายเลขทะเบียน ฉ.ช.๐๔๒๙๐ โจทก์ที่ ๗ เป็นเจ้าของรถยนต์โดยสารคันดังกล่าว เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๒๒ จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างได้ขับรถยนต์บรรทุก ๑๐ ล้อ คันหมายเลขทะเบียน น.ม. ๒๘๙๗๓ ในทางการค้าที่จ้างของจำเลยที่ ๒ โดยประมาทล้ำเส้นแบ่งกลางถนนและชนกับรถยนต์ของโจทก์ที่ ๗ เป็นเหตุให้ นางเฉวียง นางยิ้ม นายเจตน์ นายฉลาด นายประยูร ถึงแก่ความตายโจทก์ที่ ๖ ได้รับบาดเจ็บสาหัส และรถยนต์ของโจทก์ที่ ๗ ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๕ คนละ ๑๒,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๖ กับโจทก์ที่ ๗ เป็นเงิน ๑๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๒ ก็มิใช่เจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์คันเกิดเหตุ เหตุคดีนี้เกิดเพราะความประมาทของโจทก์ที่ ๖ จำเลยที่ ๒ ไม่เคยตกลงจะชำระเงินแก่ทายาทของผู้ตายทั้งห้า แต่เป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๕ กับบริษัทชานนท์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน น.ม. ๒๘๙๗๓ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิด โจทก์ที่ ๖ เสียค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท รักษาตัวไม่เกิน ๑๐ วัน รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ฉ.ช.๐๔๒๙๐ เสียหายเพียงเล็กน้อย ค่าซ่อมไม่เกิน ๑,๕๐๐ บาท ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ขอให้เรียกบริษัทชานนท์ จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมศาลอนุญาต จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยร่วมไม่ได้เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถยนต์คันเกิดเหตุ แต่เป็นของบริษัทบางกอกอินเวสท์เมนท์ จำกัด ซึ่งให้จำเลยที่ ๒ เช่าซื้อจำเลยร่วมจึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ จำเลยที่ ๒ ขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีโดยไม่สุจริตและไม่มีข้อเท็จจริงสนับสนุน จำเลยร่วมไม่มีวัตถุประสงค์ในการรับประกันภัยไม่มีเหตุผลที่จะเรียกจำเลยร่วมให้เข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๓) ขอให้ยกคำร้องจำเลยที่ ๒ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างและกระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๒ ได้เอาประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน น.ม.๒๘๙๗๓ ไว้แก่จำเลยร่วมจริง พิพากษาให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมชำระค่าเสียหายให้โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๕ เป็นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท และโจทก์ที่ ๖ ที่ ๗ เป็นเงิน ๘๒,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยร่วมทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีของโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๕ แต่ละคนทุนทรัพย์เพียงคนละ ๑๒,๐๐๐ บาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์จึงไม่รับวินิจฉัย และฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ ๒ ได้เอาประกันภัยค้ำจุนรถยนต์หมายเลขทะเบียน น.ม. ๒๘๙๗๓ ไว้แก่จำเลยร่วม พิพากษายืน จำเลยร่วมทั้งสองสำนวนฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยร่วมฎีกาว่า จำเลยร่วมมิได้มีวัตถุประสงค์ในการรับประกันภัย อีกทั้งจำเลยร่วมไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีให้ประกอบกิจการประกันวินาศภัย จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๒ และจำเลยร่วมได้ตกลงทำนิติกรรมซึ่งต้องห้ามชัดแจ้งในกฎหมาย นิติกรรมดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ ๒ ได้เอาประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน น.ม. ๒๘๙๗๓ ไว้กับจำเลยร่วมผู้รับประกันภัยแม้จะฟังว่าจำเลยร่วมไม่มีวัตถุประสงค์ในการรับประกันภัย แต่การที่จำเลยร่วมได้รับเบี้ยประกันภัยอันเป็นผลประโยชน์ตอบแทนจากผู้เอาประกันภัย จำเลยร่วมจะปฏิเสธว่าเป็นเรื่องนอกวัตถุประสงค์ของจำเลยร่วม เพื่อให้พ้นความรับผิดที่ต้องใช้ค่าเสียหายตามสัญญาประกันภัยหาได้ไม่ สัญญาประกันภัยดังกล่าวจึงมีผลผูกพันจำเลยร่วม ส่วนที่จำเลยร่วมตกลงทำนิติกรรมสัญญาประกันภัยกับจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยร่วมไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีให้ประกอบกิจการประกันวินาศภัย นิติกรรมดังกล่าวจะเป็นโมฆะต่อเมื่อจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นคู่สัญญาได้รู้ว่าจำเลยร่วมไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีให้ประกอบกิจการประกันวินาศภัย เมื่อจำเลยร่วมไม่สืบพยาน จึงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ ๒ ได้เอาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้แก่จำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองสำนวน ฎีกาของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4211 - 4212/2528 นายตั้ง ยศโชติ กับพวก โจทก์ บริษัทชานนท์ จำกัด จำเลยร่วม นายสายยนต์ โสดา กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายตั้ง ยศโชติ กับพวก · จำเลยร่วม - บริษัทชานนท์ จำกัด · จำเลย - นายสายยนต์ โสดา กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์ · ยนต์ พิรวินิจ · สมประสงค์ พานิชอัตรา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา - นายปกรณ์ บุญญกูล · ศาลอุทธรณ์ - นายพลจิตต์ ดียืน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1492/2528ฎีกา 3562/2527ฎีกา 462/2550ฎีกา 681/2506ฎีกา 990/2514ฎีกา 3245/2534ฎีกา 7339/2537ฎีกา 793/2546ฎีกา 3760/2533ฎีกา 1172/2514ฎีกา 548/2522ฎีกา 4800/2534ฎีกา 230/2501ฎีกา 3583/2524ฎีกา 2657/2534ฎีกา 4117/2566ฎีกา 588/2514ฎีกา 259/2539ฎีกา 742/2490ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2843/2532ฎีกา 2328-2329/2520ฎีกา 156/2513ฎีกา 2242/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา