⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4263/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4263/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้ว ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่จะนำไปสู่ข้อกฎหมายที่แตกต่างออกไป.

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นการหลอกลวงผู้เสียหาย จึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง เป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริง และที่จำเลยฎีกาว่าแม้จำเลยจะได้ชำระราคาสินค้าด้วยเช็คและเช็คบางฉบับเรียกเก็บเงินไม่ได้ก็เป็นเรื่องที่ต้องว่ากล่าวในทางแพ่ง และเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คอยู่แล้ว จึงซ้ำซ้อนกับความผิดฐานฉ้อโกงนั้น ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์เพียงหยิบยกข้อเท็จจริงในเรื่องจำเลยจ่ายเช็คชำระราคาสินค้า ประกอบการวินิจฉัยเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัย ว่าจำเลยกระทำผิดฐานฉ้อโกง หาได้วินิจฉัยในเรื่องความผิดของจำเลยเนื่องจากจำเลยจ่ายเช็คชำระหนี้ไม่ ข้อที่จำเลยฎีกาจึงเป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นฎีกาแตกต่างจากที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยกับพวกได้ร่วมกันตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดโดยไม่ได้จดทะเบียนแล้วนำชื่อห้างดังกล่าวไปอ้างใช้หลอกลวงเพื่อซื้อสินค้าจากผู้เสียหายหลายครั้งการซื้อชำระด้วยเงินสดบ้าง ชำระด้วยเช็คบ้าง ตอนแรกเช็คเบิกเงินได้บ้างซึ่งเป็นเพียงอุบายของจำเลยกับพวกเพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและขายสินค้าให้โดยจำเลยกับพวกมีเจตนาฉ้อโกงเอาสินค้าของผู้เสียหายโดยไม่ชำระราคามาแต่แรกพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยกับพวกแม้จะกระทำหลายครั้งแต่ก็โดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อจะฉ้อโกงผู้เสียหายการกระทำของจำเลยกับพวกต่อผู้เสียหาย จึงเป็นความผิดกรรมเดียว และเมื่อการกระทำของจำเลยกับพวกต่อผู้เสียหายแต่ละคนเป็นความผิดแต่ละกรรม ดังนั้น การกระทำของจำเลยกับพวกต่อผู้เสียหาย 5 รายจึงเป็นความผิด 5 กระทง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกได้ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายรวม ๘ ราย ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งว่า จำเลยกับพวกได้จัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดวิชัยธุรกิจ ทำการติดต่อการค้ากับผู้เสียหาย จำเลยกับพวกต้องการซื้อสินค้าจากผู้เสียหายส่งให้ลูกค้า ผู้เสียหายหลงเชื่อมอบสินค้าให้จำเลยกับพวกไป ซึ่งความจริงแล้วห้างดังกล่าวไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๘๓, ๙๑ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๘๓, ๙๑ ให้จำคุกกระทงละ ๒ ปี รวม ๒๘ กระทง รวมจำคุก ๕๖ ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาแก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกกระทงละ ๒ ปี รวม ๒๓ กระทง จำคุก ๔๖ ปี ลดโทษให้ตามมาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๓๐ ปี ๘ เดือน ความผิดของจำเลยมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินกระทงละสามปี ยังคงให้จำคุก ๑๐ ปี ยกฟ้องข้อหาที่นางหุงเกียงนางนันทนาและห้างหุ้นส่วนจำกัดเอเซียเทรดดิ้งเป็นผู้เสียหาย และจำเลยไม่ต้องรับผิดในการคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายทั้งสาม โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ที่จำเลยฎีกาในส่วนที่เกี่ยวกับผู้เสียหาย ๕ รายซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยกับพวกร่วมกันฉ้อโกงนั้นปรากฏว่าคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ ๒ ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามในส่วนนี้ จำเลยจึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ คงฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลย ไม่เป็นการหลอกลวงผู้เสียหาย จึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงผู้เสียหายนั้น เป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริง และที่จำเลยฎีกาว่าแม้จำเลยจะได้ชำระราคาสินค้าด้วยเช็คและเช็คบางฉบับเรียกเก็บเงินไม่ได้ก็เป็นเรื่องที่ต้องว่ากล่าวในทางแพ่ง และเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คอยู่แล้ว จึงซ้ำซ้อนกับความผิดฐานฉ้อโกงนั้นปรากฏว่าศาลอุทธรณ์เพียงหยิบยกข้อเท็จจริงในเรื่องจเลยจ่ายเช็คชำระราคาสินค้าประกอบการวินิจฉัยเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ศาลอุทธรณ์หาได้วินิจฉัยในเรื่องความผิดของจำลยเนื่องจากจำเลยจ่ายเช็คชำระหนี้ไม่ ดังนั้น ข้อที่จำเลยฎีกาจึงเป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นฎีกาแตกต่างจากที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายฎีกาของจำลยดังกล่าวจึงต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ส่วนฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยที่ว่า การกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายทั้งหมดเป็นความผิดเพียงกรรมเดียวนั้น ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๒๒ โดยศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกับพวกได้ร่วมกันตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดวิชัยธุรกิจโดยไม่ได้จดทะเบียน แล้วนำชื่อห้างดังกล่าวไปอ้างใช้หลอกลวงเพื่อซื้อสินค้าจากนางสาวอนงค์ ประเภทเครื่องใช้ในสำนักงาน จากนางสาวอุษรา หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงรุ่งกิจการไฟฟ้า ซื้อสินค้าประเภทเครื่องไฟฟ้า จากนายพรดี ผู้จัดการฝ่ายขายของห้างหุ้นส่วนจำกัดสหชัยเอนเตอร์เทนแม้นท์ ซื้อเครื่องปรับอากาศ จากนายประสงค์กรรมการผู้จัดการบริษัทไมล์ฟอร์ดเทรดดิ้ง จำกัด เพื่อจะขอซื้อสินค้าไปขายและจากนายวิสุทธิ์ หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดวิชัยการค้าและอุตสาหกรรมขอซื้อไม้เพื่อนำไปกั้นห้องน้ำสำนักงานการซื้อได้ชำระด้วยเงินสดบ้าง ชำระด้วยเช็คบ้าง ตอนแรกเช็คเบิกเงินได้บ้าง เหล่านี้เป็นเพียงอุบายของจำเลยกับพวกเพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและขายสินค้าให้จำเลยกับพวก โดยจำเลยกับพวกมีเจตนาหลอกลวงฉ้อโกงเอาสินค้าของผู้เสียหายโดยไม่ชำระราคามาแต่แรกข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังมา จึงยังไม่พอแก่การวินิจฉัย เห็นสมควรฟังข้อเท็จจริงต่อไป โดยได้ความจากนางสาวอนงค์ ผู้เสียหายว่าจำเลยกับพวกได้ติดต่อซื้อสินค้าจากร้านธนบุรีศึกษาของผู้เสียหาย ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๒๓ เป็นเวลา ๒ เดือน เช็คที่จำเลยกับพวกสั่งจ่ายชำระค่าสินค้า เรียกเก็บเงินได้ตลอด แต่มาเมื่อปลายเดือนสิงหาคม ๒๕๒๓ เช็คที่จำเลยจ่ายชำระค่ากระดาษโรเนียว กระดาษไขหมึกโรเนียว เครื่องคิดเลข กระดาษคาร์บอน รวม ๓ ฉบับ เป็นเงิน ๗๐,๐๐๐ บาท ในนามห้างหุ้นส่วนจำกัดวิชัยธุรกิจ ได้ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินนางสาวอนงค์ผู้เสียหายจึงได้ติดต่อจำเลยกับพวกออกเช็คให้ใหม่ตามเอกสารหมาย จ.๑ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยกับพวกแม้จะกระทำหลายครั้ง แต่ก็โดยเจตนาเดียวกันเพื่อจะฉ้อโกงนางสาวอนงค์ผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยกับพวกต่อนางสาวอนงค์ผู้เสียหาย จึงเป็นความผิดกรรมเดียว สำหรับห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงรุ่งกิจการไฟฟ้า ได้ความจากนางสาวอุษราหุ้นส่วนผู้จัดการห้างดังกล่าวว่าจำเลยร่วมกับนายกำธรติดต่อซื้อสินค้าจำพวกเครื่องไฟฟ้าในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัด วิชัยธุรกิจ โดยซื้อพัดลมดูดอากาศ แต่ชำระราคาด้วยเงินสด แล้วต่อมาได้ติดต่อซื้อสินค้าจำพวกพัดลมชนิดต่าง ๆ หม้อหุงข้าวไฟฟ้ากระทะไฟฟ้า เครื่องเป่าผมรวมทั้งสายไฟฟ้า หลอดไฟนีออน รวมหลายครั้ง ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.๕-จ.๑๕ เป็นเงิน ๑๔๗,๑๐๙ บาท โดยจำเลยกับพวกจ่ายเช็คชำระค่าสินค้าเช็คบางฉบับขึ้นเงินได้และขึ้นเงินไม่ได้รวม ๕ ฉบับ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.๑๖-จ.๑๙ และ จ.๒๐ เช็คที่สั่งจ่ายเป็นเช็คที่จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายบ้าง นายกำธรลงลายมือชื่อสั่งจ่ายบ้างและได้ความต่อไปด้วยว่า นายกำธรได้เขียนเช็คไว้ล่วงหน้าเป็นปึกพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงชัดว่าการกระทำของจำเลยกับพวกมีเจตนาเดียวกันเพื่อจะฉ้อโกงห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงรุ่งกิจการไฟฟ้า แม้จำเลยกับพวกจะกระทำต่อนางสาวอุษราหุ้นส่วนผู้จัดการห้างดังกล่าวหลายครั้งการกระทำของจำเลยกับพวก ก็เป็นความผิดกรรมเดียวเช่นกัน กรณีของห้างหุ้นส่วนจำกัด สหชัยเอนเตอร์เทนเม้นท์ได้ความจากนายพรดีผู้จัดการฝ่ายขายของห้างดังกล่าวว่า เมื่อกลางเดือนมิถุนายน ๒๕๒๓ จำเลยได้ร่วมกับชายคนหนึ่ง ซึ่งอ้างว่าเป็นหุ้นส่วนที่ร่วมกันตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดวิชัยธุรกิจ รับซื้อและจำหน่ายสินค้าทั่วไป และระหว่างวันที่ ๔ กรกฎาคม ถึงวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๒๓ จำเลยได้ซื้อเครื่องปรับอากาศไปรวม ๕ ครั้ง จำนวน ๑๘ เครื่อง เป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาทเศษ โดยจ่ายเช็คชำระค่าสินค้าตามเอกสารหมาย จ.๔๐-จ.๔๔ ซึ่งแม้จำเลยจะได้กระทำต่อผู้เสียหายรายนี้ หลายครั้ง ก็ทำนองเดียวกับผู้เสียหายรายอื่น กล่าวคือพฤติการณ์ของจำเลยกับพวกก็โดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อจะฉ้อโกงห้างหุ้นส่วนจำกัด สหชัยเอนเตอรเทนเม้นท์ แม้จำเลยกับพวกจะกระทำต่อผู้เสียหายหลายครั้ง การกระทำของจำเลยกับพวกก็เป็นความผิดกรรมเดียว สำหรับบริษัทไมล์ฟอร์ดเทรดดิ้ง จำกัด ได้ความจากนายประสงค์ กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทดังกล่าวว่า จำเลยได้ร่วมกับนายประเสริฐซื้อสินค้าจำพวกพัดลมไฟฉาย และกระติกน้ำเพื่อนำไปขายที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดวิชัยธุรกิจ ในการซื้อครั้งแรกชำระด้วยเงินสด ต่อมาระหว่างวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ถึงวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๒๓ จำเลยกับพวกได้ร่วมกันซื้อสินค้าจำพวกดังกล่าวไม่ทราบจำนวนรวม ๔ ครั้ง เป็นเงิน ๗๖,๓๗๖ บาท โดยจ่ายเช็คชำระค่าสินค้าปรากฏตามเอกสาร จ.๕๐-จ.๕๓ พฤติการณ์ของจำเลยกับพวกที่กระทำต่อผู้เสียหายรายนี้ก็เช่นเดียวกัน แม้จำเลยกับพวกจะกระทำต่อผู้เสียหายหลายครั้ง แต่จำเลยกับพวกก็มีเจตนาเดียวกันเพื่อจะฉ้อโกงผู้เสียหายการกระทำของจำเลยกับพวก จึงเป็นความผิดเพียงกรรมเดียว กรณีห้างหุ้นส่วนจำกัดวิชัยการค้าและอุตสาหกรรม ก็ได้ความจากนายวิสุทธิ์หุ้นส่วนผู้จัดการทำนองเดียวกันว่า เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๒๓ จำเลยในนามของนายวิชัย ได้ซื้อสินค้าจำพวกไม้จากผู้เสียหายไปด้วยเงินสดแล้วสั่งซื้อสินค้าจำพวกไม้อัดในเวลาต่อมา โดยจำเลยจ่ายเช็คชำระราคาลงลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเป็นภาษาจีน มีตราห้างหุ้นส่วนจำกัดวิชัยธุรกิจประทับเมื่อเช็คขึ้นเงินไม่ได้ จำเลยก็ได้เปลี่ยนเช็คได้ใหม่ลงชื่อจำเลยในนาม "ธวัช" เช็คจึงขึ้นเงินได้ ต่อมาจำเลยและนายกำธรได้ซื้อสินค้าจำพวกสังกะสี ไม้ตง ไม้คร่าว ไม้อัด รวมเป็นเงิน ๒๑,๐๐๐ บาทเศษ ผู้เสียหายได้รับชำระค่าสินค้าด้วยเช็คจากนายกำธรและเมื่อเช็คขึ้นเงินไม่ได้ นายกำธรก็ได้เปลี่ยนเช็คให้ใหม่จนขึ้นเงินได้ ส่วนการซื้อไม้อัดเมื่อวันที่ ๑๘ และ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๒๓ นั้น นายกำธรเป็นผู้สั่งสินค้าจำพวกไม้อัดรวมเป็นเงิน ๒๑,๐๐๐ บาทเศษ และนายกำธรคนเดียวกันนี้ได้โทรศัพท์สั่งซื้อสินค้าอีก ๓ ครั้ง เป็นเงิน ๘๐,๐๐๐ บาทเศษคราวนี้ให้จำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็ครวม ๓ ฉบับ และเมื่อเช็คทั้งสี่ฉบับถูกธนาคารปฏิเสธ นายกำธรได้เปลี่ยนเช็คฉบับใหม่ให้เป็นเช็คของนายกำธรเองเป็นเงิน ๘๗,๔๕๐ บาท และสั่งซื้อไม้อัดอีก ๕๐ แผ่น เป็นเงิน ๙,๐๐๐ บาท นายกำธรลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คอีกเช่นกัน จะเห็นได้ว่า แม้จำเลยกับพวกจะช่วยกันสั่งซื้อสินค้าหลายครั้งหลายคราว โดยจำเลยจ่ายเช็คบ้างพวกของจำเลยจ่ายบ้าง มีการเปลี่ยนเช็คบ้าง ล้วนแต่เป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยกับพวกมีเจตนาเดียวกันเพื่อจะฉ้อโกงห้างหุ้นส่วนจำกัดวิชัยการค้าและอุตสาหกรรม แม้จำเลยกับพวกจะกระทำต่อผู้เสียหายหลายครั้ง การกระทำของจำเลยก็เป็นกรรมเดียว เมื่อการกระทำของจำเลยกับพวกต่อผู้เสียหายแต่ละคนเป็นความผิดแต่ละกรรม การกระทำของจำเลยกับพวกต่อผู้เสียหายรวม ๕ ราย จึงเป็นความผิด ๕ กระทงที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยรวม ๒๓ กระทง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน พิพากาาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยรวม ๕ กระทงจำคุกจำเลยกระทงละ ๒ ปีรวมเป็นโทษจำคุก ๑๐ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4263/2528 พนักงานอัยการกรมอัยการ โจทก์ นายธวัช หรือวิชัย หรือกิมเต่ง หรือประสาน ไตรประสพรัตน์ หรือแซ่เบ๊ หรือ แซ่เตีย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการกรมอัยการ · หรือ - นายธวัช หรือวิชัย หรือกิมเต่ง หรือประสาน ไตรประสพรัตน์ หรือแซ่เบ๊ · จำเลย - แซ่เตีย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · โสภณ รัตนากร · วุฒิ ยุววิทยาพาณิชย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงธนบุรี - นางอรพินท์ เศรษฐมานิต · ศาลอุทธรณ์ - นายประพันธ์ ผลฉาย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1447/2531ฎีกา 1955/2546ฎีกา 1093/2568ฎีกา 3146/2541ฎีกา 3637/2559ฎีกา 9026/2553ฎีกา 6575/2551ฎีกา 7570/2541ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 7722/2544ฎีกา 1588/2479ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 10648/2554ฎีกา 5305/2539ฎีกา 2303/2518ฎีกา 599/2532ฎีกา 1268/2515ฎีกา 4276/2534ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 6196/2534ฎีกา 1638/2492
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา