⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4459/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4459/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้รับประกันภัยค้ำจุนมีสิทธิยกข้อต่อสู้ของผู้เอาประกันภัยขึ้นต่อสู้กับผู้ฟ้องได้ และศาลต้องวินิจฉัยข้อต่อสู้นั้นหากผู้รับประกันภัยยังติดใจอุทธรณ์.

ย่อคำพิพากษา

ผู้รับประกันภัยค้ำจุนย่อมมีสิทธิยกข้อต่อสู้ของผู้เอาประกันภัย ขึ้นต่อสู้กับผู้ซึ่งฟ้องตนให้รับผิดตามสัญญาประกันภัยได้ (อ้างฎีกาที่ 3631/2528) การที่จำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนได้ให้การต่อสู้ไว้แล้วว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุไม่ได้เป็นลูกจ้างปฏิบัติงาน ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัย โดยศาลชั้นต้น กำหนดเป็นประเด็นไว้ และวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว แล้วพิพากษา ให้จำเลยทั้งสามแพ้คดีดังนี้ แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 จะไม่อุทธรณ์ ก็ไม่ทำให้ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 3 ตกไป เมื่อจำเลยที่ 3 ยังติดใจ อุทธรณ์ในประเด็นนี้อยู่ ศาลอุทธรณ์ก็ต้องวินิจฉัยให้ พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 มาติดต่อกับพนักงานสอบสวนระบุชื่อ จำเลยที่ 1 ว่าเป็นคนขับรถยนต์คันเกิดเหตุของตน แล้วนำตัวจำเลยที่ 1 มามอบให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับได้มา ทำการตกลงค่าเสียหายกับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งนั้นเพียงพอ ให้ถือได้ว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับอยู่ในทีแล้วว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำละเมิดไป ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 นอกจากนี้การขับ รถยนต์บรรทุกสิบล้อ ไม่ใช่งานที่คนธรรมดาซึ่งไม่มีความชำนาญเป็นพิเศษจะพึงทำได้ แต่เป็นงานของผู้มีอาชีพในทางนี้โดยเฉพาะ และไม่อาจคาดหมายได้ว่าเป็นงานที่พึงทำให้เปล่า เมื่อฝ่ายจำเลยไม่ได้นำสืบหักล้างไว้คดีชอบที่จะฟังว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์ไปทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 (อ้างฎีกาที่ 2048/2526)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.59 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.425 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.887

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ และได้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ ด้วยความประมาท ชนรถยนต์โดยสารของโจทก์เสียหาย และจำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกสิบล้อจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ด้วย ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหาย ๘๐,๑๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๓ ให้การว่า เหตุรถยนต์ชนกันไม่ได้เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ ๑ รถยนต์ของโจทก์เสียหายไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาท และจำเลยที่ ๑ ไม่ใช่ลูกจ้างปฏิบัติงานในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๓ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินแก่โจทก์ ๗๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามชำระเงินแก่โจทก์ ๕๐,๐๐๐บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๓ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๓ ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยประเด็นเรื่องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๒ ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ หรือไม่ เป็นการไม่ชอบ นั้น เห็นว่าจำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ของจำเลยที่ ๒ มีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ต้องเสียหายในนามของจำเลยที่ ๒ ตามกรมธรรม์ประกันภัยต่อเมื่อผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบสำหรับวินาศภัยที่เกิดขึ้น จำเลยที่ ๓ จึงมีสิทธิยกข้อต่อสู้ของผู้เอาประกันภัยค้ำจุนขึ้นต่อสู้กับโจทก์ซึ่งเป็นผู้ต้องเสียหายได้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๓๑/๒๕๒๘ ระหว่าง องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยโจทก์ บริษัท เมโทรแมชินเนอรี่ จำกัด กับพวก จำเลย คดีนี้จำเลยที่ ๓ ต่อสู้และศาลชั้นต้นกำหนดเป็นประเด็นไว้แล้วว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างปฏิบัติงานในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ หรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวและพิพากษาให้จำเลยทั้งสามแพ้คดี แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จะไม่อุทธรณ์ ก็ไม่ทำให้ข้อต่อสู้ดังกล่าวของจำเลยที่ ๓ ตกไป เมื่อจำเลยที่ ๓ ยังติดใจอุทธรณ์ในประเด็นนี้อยู่ ศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัยให้ เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยไปเสียเลย โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก สำหรับปัญหาที่ว่า จำเลยที่ ๑ ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ หรือไม่ เห็นว่า นั้น ได้ความว่า จำเลยที่ ๒ ได้นำจำเลยที่ ๑ มามอบให้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับ และร้อยตำรวจเอกประสงค์ เผ่าจินดาผู้เปรียบเทียบปรับจำเลยที่ ๑ ยังยืนยันด้วยว่าก่อนพามามอบตัว จำเลยที่ ๒ เคยมาติดต่อระบุชื่อจำเลยที่ ๑ ว่าเป็นคนขับรถยนต์คันเกิดเหตุของตน นอกจากนี้ปรากฏด้วยว่าจำเลยที่ ๒ ได้มาทำการตกลงค่าเสียหายกับนายวิมล ถิรมงคลผู้รับมอบอำนาจโจทก์ แต่ตกลงกันไม่ได้ พฤติการณ์ทั้งหลายของจำเลยที่ ๒ ดังกล่าว เพียงพอให้ถือได้ว่าจำเลยที่ ๒ ยอมรับอยู่ในทีแล้วว่าจำเลยที่ ๑ ได้กระทำละเมิดคดีนี้ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ จึงไม่โต้แย้งในข้อนี้มาแต่ต้น ประกอบกับการขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อไม่ใช่งานที่คนธรรมดา ซึ่งไม่มีความชำนาญพิเศษจะพึงทำได้ แต่เป็นงานของผู้มีอาชีพในทางนี้โดยเฉพาะและไม่อาจคาดหมายได้ว่าเป็นงานที่พึงทำให้เปล่า ทั้งจำเลยที่ ๓ ก็ไม่นำสืบหักล้างไว้ คดีชอบที่จะฟังว่าจำเลยที่ ๑ ได้ขับรถไปทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ ได้ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๔๘/๒๕๒๖ ระหว่างบริษัท พิพัทธ์ประกันภัย จำกัด โจทก์ นางทอง ตั้งสิทธิธนะกูล กับพวก จำเลยจำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ในมูลละเมิดครั้งนี้ ฉะนั้น จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุไว้กับจำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๒ ด้วย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4459/2528 นางวิไล ศรีอ่อนเลิศ โจทก์ นายเสนาะ สมนึก กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางวิไล ศรีอ่อนเลิศ · จำเลย - นายเสนาะ สมนึก กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปชา วรธรรมพินิจ · จุนท์ จันทรวงศ์ · อุทิศ บุญชู
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายชัยวัฒน์ ดุลยปวีณ · ศาลอุทธรณ์ - นายจเร อำนวยวัฒนา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 1452/2511ฎีกา 1342/2509ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2834/2527ฎีกา 7903/2568ฎีกา 3099/2524ฎีกา 3136/2524ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1000/2505ฎีกา 2572/2541ฎีกา 7335/2538ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 861/2540ฎีกา 307/2513ฎีกา 713/2512ฎีกา 2610/2538ฎีกา 9571/2544ฎีกา 226/2532ฎีกา 1003/2521ฎีกา 2635/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา