⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4824-4825/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4824-4825/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอมแล้ว หากคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้เนื่องจากเหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้นภายหลังการทำสัญญา คู่สัญญานั้นไม่มีฝ่ายใดผิดสัญญา แต่ต้องคืนทรัพย์สินที่ได้รับไปตามสัญญา. อย่างไรก็ตาม หากคู่สัญญาฝ่ายนั้นไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลหลังจากที่คำพิพากษาได้อ่านหรือถือว่าได้อ่านให้ฟังแล้ว ถือว่าผิดนัดและต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยตามกฎหมาย.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ผู้ร้องสอดและจำเลยทั้งสามได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้ว มีใจความสำคัญว่าโจทก์ตกลงซื้อที่พิพาททั้งโฉนดคืนจากจำเลยที่ 3 เป็นเงินจำนวนหนึ่ง โดยจะนำเงินมาวางศาลภายในกำหนด และจำเลยที่3 จะโอนที่ดินพร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดให้โจทก์ เมื่อโจทก์นำเงินมาวางศาลตามกำหนด. จำเลยที่ 3 รับเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วแต่โอนที่ดินให้โจทก์ไม่ได้เพราะที่ดินถูกศาลสั่งอายัดไว้ในคดีอื่น. จำเลยที่ 3 จึงไม่เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่จำเลยที่ 3 ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์เพราะสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทน. เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกเอาค่าเสียหาย. แต่เมื่อคำพิพากษาได้อ่านหรือถือว่าได้อ่านให้จำเลยที่ 3 ฟังแล้วจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับถือว่าผิดนัด โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันผิดนัดดังกล่าวนั้นได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.144 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.296 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.302 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.222 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.369

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

กรณีสืบเนื่องมาจากโจทก์ ผู้ร้องสอดและจำเลยทั้งสามได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้ว มีใจความสำคัญว่า โจทก์ตกลงซื้อที่พิพาททั้งโฉนดคืนจากจำเลยที่ 3 ในราคา 1,090,000 บาท โดยจะนำเงินมาวางศาลภายในวันที่ 30 เมษายน 2526 และจำเลยที่ 3 จะโอนที่ดินพิพาทพร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดให้โจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2526 โจทก์ได้วางเงินจำนวน 1,090,000 บาทต่อศาลแล้ว แต่การโอนที่ดินตามคำพิพากษาไม่สามารถทำได้เพราะศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขดำที่ 157/2526 ได้มีคำสั่งอายัดห้ามโอนที่ดินดังกล่าว โจทก์มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงขอรับเงินจำนวน 1,090,000 บาทคืนก่อน โดยขอวางหนังสือค้ำประกันของธนาคารแทน หากจำเลยพร้อมที่จะจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ธนาคารผู้ค้ำประกันจะวางเงินจำนวนดังกล่าวต่อศาลทันที จำเลยที่ 2ที่ 3 เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์กู้ยืมเงินจำนวนนี้มาต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ขอให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 คืนเงินจำนวน 1,090,000 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 เมษายน 2526ถึงวันคืนเงินครบถ้วน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นฝ่ายผิดสัญญาชอบที่จะฟ้องเป็นคดีต่างหาก จะยื่นคำร้องเข้ามาในคดีหาได้ไม่ ให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 ไม่ใช่เป็นผู้ผิดสัญญาและสัญญาประนีประนอมยอมความมิได้มีข้อตกลงว่า ในกรณีที่โอนที่พิพาทให้โจทก์ไม่ได้เพราะติดอายัดให้ถือว่าจำเลยที่ 3 ผิดสัญญา หรือให้จำเลยที่ 3 คืนเงินค่าที่ดินให้โจทก์จนกว่าจะสามารถโอนให้โจทก์ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 3 คืนเงินแก่โจทก์ในขณะนี้ได้ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ ผู้ร้องสอดและจำเลยทั้งสามได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีตามยอมนั้นแล้วแม้ตามสัญญาจะระบุให้โจทก์ชำระเงินให้จำเลยที่ 3และให้จำเลยที่ 3 โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ ปรากฏว่าสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครและศาลชั้นต้น มีคำสั่งอายัดห้ามโอนที่ดินพิพาทชั่วคราวเป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 ไม่สามารถโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ จำเลยที่ 3 จึงไม่เป็นฝ่ายผิดสัญญาแต่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความอันเป็นสัญญาต่างตอบแทนเมื่อจำเลยที่ 3 ไม่สามารถโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ โจทก์คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ เหตุนี้การที่โจทก์นำเงินมาวางศาลเป็นการชำระหนี้ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 3 รับไปแล้วทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 3 ไม่สามารถโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องเงินจำนวนนั้นคืนได้เมื่อยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่ปฏิบัติตามสัญญา โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกเอาค่าเสียหายจากการที่โจทก์ต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ในต้นเงินกู้ที่นำมาวางศาล แต่เมื่อคำพิพากษานี้ได้อ่านหรือถือว่าได้อ่านให้จำเลยที่ 3 ฟังแล้ว จำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับถือว่าผิดนัด โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันผิดนัดดังกล่าวนั้นเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 3 จะชำระเสร็จ พิพากษากลับให้จำเลยที่ 3 คืนเงินจำวน 1,090,000 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันครบกำหนดตามคำบังคับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้โจทก์วางหนังสือค้ำประกันของธนาคารว่าหากพร้อมที่จะโอนที่ดิน ธนาคารผู้ค้ำประกันจะวางเงินจำนวนดังกล่าวต่อศาล ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4824 - 4825/2528 นายชัยณรงค์ สันติไพโรจน์ โจทก์ ผู้ร้องสอด โจทก์ นายเจียะป้อ หรือเจริญ สันติไพโรจน์ โจทก์ นางสุภาพร อิ่มสุวรรณสาคร กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายชัยณรงค์ สันติไพโรจน์ · โจทก์ - ผู้ร้องสอด · โจทก์ - นายเจียะป้อ หรือเจริญ สันติไพโรจน์ · จำเลย - นางสุภาพร อิ่มสุวรรณสาคร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อัมพร ณ ตะกั่วทุ่ง · มาโนช เพียรสนอง · ปลื้ม โชติษฐยางกูร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 10166/2539ฎีกา 2573/2552ฎีกา 6968/2537ฎีกา 7466/2538ฎีกา 2983/2549ฎีกา 5086/2537ฎีกา 1030/2509ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4873/2528ฎีกา 6695/2548ฎีกา 2422/2545ฎีกา 7051/2540ฎีกา 241/2499ฎีกา 5015/2541ฎีกา 1592/2521ฎีกา 3190/2530ฎีกา 6848/2540ฎีกา 218/2481ฎีกา 265/2534ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 1690/2538ฎีกา 4564/2543ฎีกา 1776/2541ฎีกา 7633/2550
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา