⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4941/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4941/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ใช้จ้างวานให้ทำร้ายร่างกายเพียงเพื่อสั่งสอน แต่ผู้ถูกจ้างวานกระทำการเกินกว่าขอบเขตที่ตกลงกันจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ผู้ใช้จ้างวานต้องรับผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตามมาตรา 290 หากผลร้ายนั้นเป็นผลธรรมดาที่อาจเกิดขึ้นได้จากการกระทำที่ใช้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นหญิงโสเภณี โกรธแค้น ว. และ บ. ผู้ตาย เรื่องจะสับเปลี่ยนคู่นอนร่วมประเวณี จึงมาเล่าเรื่องและขอให้จำเลยที่ 3 กับพวกไปช่วยสั่งสอนให้หน่อยซึ่งหมายถึงการทำร้ายให้เจ็บตัวเพียงเพื่อสั่งสอนเท่านั้นหาได้มีเจตนามุ่งหมายถึงกับจะฆ่าให้ตายไม่ ทั้งนี้โดยจำเลยที่ 1 ที่ 2 ก็ร่วมไปยังที่เกิดเหตุกับจำเลยที่ 3 กับพวกด้วย เพื่อชี้ตัวให้ดูว่าใครคือ ว. และ บ. การที่จำเลยที่ 3 กระทำรุนแรง ถึงขั้นเจตนาฆ่าโดยใช้มีดแทง บ. ผู้ตายถึงแก่ความตาย ย่อมเป็นการเกินเลยไปจากขอบเขตที่ใช้ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 จำเลยที่ 1 ที่ 2 ต้องรับผิดทางอาญาเพียงสำหรับความผิดเท่าที่อยู่ในขอบเขตที่ใช้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 87 แต่เมื่อการทำร้าย บ. ผู้ตาย เกิดผลรุนแรงถึงตายดังกล่าวจำเลยที่ 1 ที่ 2 ย่อมต้องรับผิดฐาน ทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้คนตายตาม มาตรา 290 เพราะการตาย เป็นผลธรรมดาอันย่อมเกิดขึ้นได้จากการทำร้ายตามที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้ใช้จำเลยที่ 1 ที่ 2 จึงมีความผิดตามมาตรา 290, 84 ประกอบด้วย มาตรา 87 วรรคสอง หมายเหตุ ประชุมใหญ่ครั้งที่ 13/2528

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.84 ประมวลกฎหมายอาญา ม.87 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288 ประมวลกฎหมายอาญา ม.290 ประมวลกฎหมายอาญา ม.295

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องใจความว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ร่วมกันใช้ให้จำเลยที่ ๓ กับพวกฆ่านายบังยา หรือปัญญา กับนายวิเชียร จำเลยที่ ๓ กับพวกมีมีดปลายแหลมคนละเล่มเป็นอาวุธพกพาไปในทางสาธารณะและร่วมกันใช้มีดนั้นแทงนายบังยาโดยเจตนาฆ่า นายบังยาได้ถึงแก่ความตายเพราะพิษบาดแผลที่ถูกแทงนั้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๓๗๑, ๘๓, ๘๔, ๙๑ และริบมีดของกลาง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ลงโทษประหารชีวิต จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสามไว้ตลอดชีวิต ริบมีดของกลาง ข้อหาอื่นให้ยกเสีย จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เชื่อว่า จำเลยที่ ๓ ใช้มีดแทงนายบังยาโดยเจตนาฆ่าจริงแต่เห็นว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ใช้ให้จำเลยที่ ๓ ทำร้ายนายบังยาโดยไม่ทราบมาก่อนว่าจำเลยที่ ๓ มีมีด จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จึงควรรับผิดเพียงในขอบเขตที่ใช้ พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ มีความผิดเพียงฐานทำร้ายร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ ประกอบด้วย มาตรา ๘๔, ๘๗ ให้จำคุกคนละ ๒ ปี ลดรับสารภาพแล้วคงจำคุกคนละ ๑ ปี ๔ เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ ๓ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยเชื่อว่าจำเลยที่ ๓ แทงนายบังยาถึงแก่ความตาย โดยมีเจตนาฆ่า วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ส่วนจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ซึ่งโจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ก็มีเจตนาฆ่า จึงควรรอโทษจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ด้วยนั้น ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงแห่งคดีฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ โกรธแค้นนายวิเชียรและนายบังยาผู้ตายเรื่องจะสับเปลี่ยนคู่นอนร่วมประเวณีจึงมาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้จำเลยที่ ๓ และนายทิดฟังและขอให้จำเลยที่ ๓ และนายทิดไปช่วยสั่งสอนให้หน่อย โดยจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ก็ร่วมไปยังที่เกิดเหตุกับจำเลยที่ ๓ และนายทิดด้วย เพื่อชี้ตัวให้จำเลยที่ ๓ และนายทิดดูว่าใครคือนายวิเชียรและนายบังยา ลักษณะเป็นการชวนกันไปทำร้ายผู้ตายนั่นเอง เพราะถ้าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ไม่ไปชี้ตัวให้ดู จำเลยที่ ๓ และนายทิดก็ย่อมไม่ทราบว่าใครคือบุคคลที่ต้องการจะให้สั่งสอน คำว่า "ช่วยสั่งสอนให้หน่อย" ย่อมหมายถึงการทำร้ายให้เจ็บตัวเพียงเพื่อสั่งสอนเท่านั้น หาได้มีเจตนามุ่งหมายถึงกับจะฆ่าให้ตายไม่ การที่จำเลยที่ ๓ กระทำการรุนแรงถึงขั้นเจตนาฆ่านั้นเป็นการเกินเลยไปจากขอบเขตที่ใช้ของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จึงต้องรับผิดทางอาญาเพียงสำหรับความผิดเท่าที่อยู่ในขอบเขตที่ใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๗ อย่างไรก็ตามศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จะมีเจตนาเพียงทำร้ายเพื่อสั่งสอนก็ตาม แต่เมื่อการทำร้ายนั้นเกิดผลรุนแรงถึงตาย จำเลยที่ ๑ที่ ๒ ย่อมต้องรับผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้คนตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ เพราะการตายเป็นผลธรรมดาอันย่อมเกิดขึ้นได้จากการทำร้ายตามที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ได้ใช้ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐, ๘๔ ประกอบด้วยมาตรา ๘๗ วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ มีความผิดเพียงฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา ๒๙๕, ๘๔, ๘๗ นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้คนตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐, ๘๔ ประกอบด้วยมาตรา ๘๗ วรรคสองจำคุกคนละ ๓ ปี จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา ๗๘ คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ คนละ ๒ ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4941/2528 พนักงานอัยการกรมอัยการ โจทก์ นางสาวประเสริฐ ศรีนาค กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการกรมอัยการ · จำเลย - นางสาวประเสริฐ ศรีนาค กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทวี กสิยพงศ์ · เสรี แสงศิลป์ · สวัสดิ์ รอดเจริญ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายพลจิตต์ ดียืน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1203/2482ฎีกา 1597/2522ฎีกา 2530/2527ฎีกา 180/2554ฎีกา 138/2532ฎีกา 268/2482ฎีกา 593/2510ฎีกา 1336/2553ฎีกา 712/2559ฎีกา 528/2470ฎีกา 789/2480ฎีกา 7958/2555ฎีกา 619/2513ฎีกา 226/2529ฎีกา 2015/2521ฎีกา 1268/2515ฎีกา 293/2507ฎีกา 1162/2508ฎีกา 235/2499ฎีกา 551/2514ฎีกา 9308/2546ฎีกา 2470/2515ฎีกา 3237/2543ฎีกา 1005/2532
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา