⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1767/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1767/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาที่คู่สัญญาตกลงร่วมกันลงทุนในทรัพย์สินเพื่อแบ่งผลกำไร ถือเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาแล้ว ต้องมีการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนก่อน จึงจะสามารถฟ้องเรียกเงินที่ได้ลงหุ้นไปได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์จำเลยทำสัญญากันว่า จำเลยได้มอบที่ดินให้แก่โจทก์รับไปจัดการแบ่งเป็นแปลงแล้วนำออกจำหน่าย เมื่อจำหน่าย หมดแล้วให้หักค่าที่ดินและค่าใช้จ่ายของโจทก์ที่ได้จัดการ ดังกล่าว เหลือเท่าใดให้แบ่งเป็น 3 ส่วน มอบให้โจทก์ 2 ส่วน ให้จำเลย 1 ส่วน ดังนี้ เป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าบุกเบิกจัดสรรที่ดินจากจำเลย จึงเป็นการเรียกร้องเงินค่าที่ได้ลงหุ้นไป เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาแล้วจึงต้องปฏิบัติตามมาตรา 1061 คือต้องจัดการชำระบัญชี เสียก่อน โจทก์จะมาฟ้องขอคืนเงินที่ได้ลงหุ้นไปโดยยังไม่มี การชำระบัญชีหาได้ไม่ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1012 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1061

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 104,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ปัญหาแรกตามฎีกาของจำเลยมีว่าตามสัญญาเอกสารหมาย จ.1 โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ศาลฎีกาพิเคราะห์สัญญาเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งเป็นปัญหาพิพาทกันในคดีนี้มีข้อความในสาระสำคัญว่า จำเลยได้มอบที่ดินให้แก่โจทก์รับไปจัดการแบ่งเป็นแปลงแล้วนำออกจำหน่าย เมื่อจำหน่ายหมดแล้วให้หักค่าที่ดินและค่าใช้จ่ายของโจทก์ที่ได้จัดการดังกล่าวเหลือเท่าใดให้จัดสรรแบ่งเป็น 3 ส่วน มอบให้โจทก์ 2 ส่วนให้จำเลย 1 ส่วน เห็นว่า ตามสัญญาข้างต้นเป็นเรื่องโจทก์จำเลยตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันคือการนำที่ดินไปจัดสรรแบ่งขายและมีความประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้นคือ เมื่อหักค่าที่ดินและค่าลงทุนใช้จ่ายแล้วแบ่งให้โจทก์สองในสามส่วน ให้จำเลยหนึ่งในสามส่วน สัญญานี้จึงเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าบุกเบิกจัดสรรที่ดินจากจำเลยจึงเป็นการเรียกร้องเงินค่าที่ได้ลงหุ้นไป เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีการบอกเลิกสัญญากันระหว่างโจทก์จำเลยแล้วจึงต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 1061 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คือต้องจัดการชำระบัญชีเสียก่อน โจทก์จะมาฟ้องขอคืนเงินที่ได้ลงหุ้นไปโดยยังไม่มีการชำระบัญชีหาได้ไม่ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นและไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยต่อไป" พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีตามสิทธิของโจทก์ใหม่ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1767/2529 นาง บุญ นา ค ลิ้มป สุวรรณ โจทก์ น.ส. เปรื่อง แสง ดี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง บุญ นา ค ลิ้มป สุวรรณ · จำเลย - น.ส. เปรื่อง แสง ดี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อำนวย เปล่งวิทยา · สุชาติ จิวะชาติ · เสรี แสงศิลป์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 673/2526ฎีกา 1812/2506ฎีกา 1281-1283/2493ฎีกา 704/2522ฎีกา 1029/2519ฎีกา 1565/2543ฎีกา 2618/2526ฎีกา 1218/2534ฎีกา 5280/2544ฎีกา 73-74/2506ฎีกา 2765/2548ฎีกา 2368/2523ฎีกา 1025/2487ฎีกา 1971/2494ฎีกา 789/2515ฎีกา 513/2546ฎีกา 7577/2538ฎีกา 1112/2535ฎีกา 1035/2519ฎีกา 1173/2497ฎีกา 1083/2536ฎีกา 768/2518ฎีกา 2498/2550ฎีกา 2126/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา