⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1824/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1824/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลในคดีอาญาได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญแห่งคดีแล้วว่าจำเลยมิได้กระทำผิด ศาลในคดีแพ่งต้องรับฟังข้อเท็จจริงนั้นมาวินิจฉัยชี้ขาดในคดีแพ่งด้วย

ย่อคำพิพากษา

ศาลพิพากษาในคดีอาญาว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเหตุสุดวิสัยไม่ใช่เพราะความประมาทของจำเลยที่1เช่นนี้โจทก์ที่1และโจทก์ที่2ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาดังกล่าวจึงต้องถูกผูกพันด้วยศาลจำต้องฟังในคดีแพ่งว่าจำเลยที่1มิได้ประมาทเลินเล่อจำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่1และโจทก์ที่2.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้าง นายจ้างอ้างว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ และกระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ๆ จึงต้องรับผิดร่วมด้วย จำเลยทั้งสองให้การว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเหตุสุดวิสัยของจำเลยที่ 1 จะป้องกันได้ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่กระทำนี้เป็นการกระทำผิดทางอาญาและในขณะเดียวกันเป็นการละเมิดในทางแพ่งด้วย การที่โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดว่าขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ชนโจทก์ที่ 1 ได้รับบาดเจ็บและทับร่างของนายบรรจง บุตรโจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตายนั้นจึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ดังนั้นการพิจารณาคดีส่วนแพ่งคดีนี้ ศาลจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46บัญญัติไว้ ในคดีส่วนอาญานั้น จำเลยที่ 1 ถูกอัยการศาลทหารบกลพบุรีเป็นโจทก์ฟ้องยังศาลจังหวัดทหารบกลพบุรีตามคดีดำที่ 60 ก./2520คดีแดงที่ 2 ก./2522 ในข้อหานำรถยนต์ที่มีเครื่องห้ามล้อใช้ไม่ได้มาใช้ในทางและขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายบาดเจ็บสาหัส และทรัพย์สินเสียหาย ซึ่งศาลจังหวัดทหารบกลพบุรีฟังข้อเท็จจริงว่า รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับนั้นห้ามล้อมือใช้การไม่ได้ แต่ห้ามล้อเท้าใช้การได้ดี จำเลยที่ 1 ยังสามารถบังคับรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับให้รถหยุดได้โดยไม่ต้องใช้ห้ามล้อมือส่วนเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะรถยนต์จิ๊บที่ร้อยโทสุเมศร์ขับแล่นแซงซ้ายรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับแล้วเลี้ยวขวาตัดหน้ารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับในระยะกระชั้นชิด และเลี้ยวรถในที่ที่มีเครื่องหมายจราจรบังคับห้ามเลี้ยวขวาไว้ จำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถยนต์คันเกิดเหตุตามหลังมาได้เหยียบห้ามล้อเท้าอย่างแรง ทำให้ห้ามล้อเท้าหลังด้านขวาแตก รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับจึงพุ่งเข้าชนรถยนต์จิ๊บแล้วแล่นแฉลบเลยไปทางด้านหน้าขวาพุ่งเข้าชนคนตายสองคน บาดเจ็บสาหัสสามคนและบาดเจ็บอีกหนึ่งคน นับว่าเป็นเหตุสุดวิสัยหาใช่จำเลยที่ 1 ขับรถชนรถยนต์จิ๊บที่ร้อยโทสุเมศร์ขับเพราะความประมาทปราศจากความระมัดระวังไม่ โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เป็นผู้เสียหายในคดีอาญาดังกล่าวข้างต้นจึงต้องผูกพันด้วย ดังนี้ในคดีแพ่งคดีนี้ ศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 มิได้ประมาทเลินเล่อ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1824/2529 นาย สมัย พิมพ์อักษร กับพวก โจทก์ จ่าอากาศเอก บาง สังข์สำราญ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย สมัย พิมพ์อักษร กับพวก · จำเลย - จ่าอากาศเอก บาง สังข์สำราญ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุชาติ จิวะชาติ · เสวก จันทร์ผ่อง · อำนวย เปล่งวิทยา
แหล่งที่มาสำนักงาน ส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1000/2505ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 265/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงาน ส่งเสริมงานตุลาการ