⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1857/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1857/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา เว้นแต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลเห็นสมควรวินิจฉัย แม้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ที่ออกโดยคลาดเคลื่อน แต่คู่กรณีก็มีสิทธิดำเนินคดีทางศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหรือแก้ไข น.ส.3 ที่ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายได้

ย่อคำพิพากษา

ข้อที่จำเลยและจำเลยร่วมฎีกาว่าการฟ้องคดีของโจทก์ทั้งสองไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสจึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น จำเลยและจำเลยร่วมมิได้ให้การต่อสู้ไว้ในคำให้การ การที่จำเลยและจำเลยร่วมมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นในคำให้การไว้แต่ศาลชั้นต้นจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาก็เห็นว่าไม่มีเหตุอันสมควรที่จะยกขึ้นวินิจฉัย แม้ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 จะบัญญัติให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เมื่อปรากฏว่าได้ออกโดยคลาดเคลื่อน เช่น ออก น.ส.3 ทับที่ของบุคคลอื่นแต่ก็มิได้หมายความว่าเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดเท่านั้นที่สั่งเพิกถอนหรือแก้ไขน.ส.3 ที่ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายและมิได้หมายความว่าการเพิกถอนหรือแก้ไข น.ส.3 ที่ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น จะต้องดำเนินการตามวิธีการตามที่มาตรา 61 บัญญัติไว้เพียงประการเดียว ในบางกรณีคู่กรณีอาจเห็นว่าการดำเนินการตามมาตรา 61 อาจไม่ทันการหรือเกิดความล่าช้าเนื่องจากคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งประวิงเวลาไว้ เช่นนี้ คู่กรณีก็มีสิทธิดำเนินคดีทางศาลเพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขการออกน.ส.3โดยคลาดเคลื่อนหรือโดยไม่ชอบนั้นได้ ดังจะเห็นได้จากความในวรรคท้ายแห่งมาตรา 61 ว่า 'ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขอย่างใดแล้วให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา71 ดำเนินการตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด' ส่วนบทบัญญัติมาตรา 60 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินก็เป็นเรื่องที่คู่กรณีโต้แย้งสิทธิในการออกโฉนดที่ดินและกำหนดระยะเวลาการฟ้องร้องไว้ในกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดได้พิจารณาสั่งในปัญหาพิพาทนั้นตามบทบัญญัติมาตรา 60,61 หาได้มีข้อห้ามมิให้ฟ้องคดีหากมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องได้เองหากสิทธิของโจทก์ถูกโต้แย้งตามบทบัญญัติมาตรา 55 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การที่โจทก์ทั้งสองขอให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตที่ดินของตนในการรังวัดสอบเขตครั้งนี้มี ส.ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากจำเลยให้ไประวังแนวเขตได้ยืนยันว่ามีการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลย ส. จึงไม่ยอมรับรองแนวเขตด้านนี้ เมื่อ ส.ขอรังวัดสอบเขตที่ดินของจำเลยส. ก็ยืนยันว่าที่ดินที่โจทก์ที่ 1 อ้างว่าเป็นของโจทก์ที่ 1 นั้น เป็นที่ดินของจำเลย นอกจากนี้ปรากฏตามรายงานผลการรังวัดตรวจสอบ น.ส.3 ของเจ้าพนักงานที่ดินลงวันที่ 28 มิถุนายน 2522 ถึงนายอำเภอมีข้อความสำคัญว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 กับพวกขอรังวัดสอบเขตปรากฏว่าเกิดกรณีสงสัยว่าที่ดินซึ่งจำเลยซื้อมาจะทับ น.ส.3ของโจทก์ที่1 จึงได้แจ้งให้จำเลยทราบ ครั้นจำเลยขอรังวัดสอบเขตจึงทราบแน่ชัดว่าน.ส.3ก. ของจำเลยทับ น.ส.3 ของโจทก์เป็นบางส่วน ดังนี้จึงเป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่ามีการโต้แย้งสิทธิเกิดขึ้นแล้วโจทก์ทั้งสองย่อมมีอำนาจเสนอคดีต่อศาลหรือมีอำนาจฟ้องคดีได้ ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ขอให้เพิกถอน น.ส.3ก.ของจำเลยส่วนที่ออกทับ น.ส.3ของโจทก์ จำเลยและจำเลยร่วมมิได้ให้การโดยชัดแจ้งว่าได้แย่งการครอบครองที่ดินของโจทก์จึงไม่มีประเด็นในเรื่องกำหนดเวลาการฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.60 ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.61 ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.71 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1476 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1477

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 98 เนื้อที่ประมาณ 24 ไร่ 2 งาน 80 ตารางวา โดยซื้อมาจากนายจรัล เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2521 จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 47, 48, 49 และ 50 โดยซื้อมาจากนางอำพร นางสาวอำพัน จ่าสิบตำรวจพิเชษฐ์ และนายชูชาติเมื่อเดือนกุมภาพันธ์2522 โจทก์ทั้งสองขอให้เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอท่ามะการังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินของโจทก์ดังกล่าว ปรากฏว่า น.ส.3 ก. ของจำเลยดังกล่าวทับเนื้อที่ดิน น.ส.3 ของโจทก์บางส่วน จำเลยทราบแล้วไม่ดำเนินการเพื่อให้พนักงานที่ดินแก้ไขหรือเพิกถอน น.ส.3 ก.ของจำเลยในส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินภายในเส้นสีแดงตามแผนที่ท้ายฟ้องเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยกับบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยไปยื่นคำขอต่อพนักงานที่ดินอำเภอท่ามะกาให้แก้ไขหรือเพิกถอน น.ส.3 ก. เลขที่ 47, 48,49 และ 50 เนื้อที่ 23 ตารางวา 2 งาน 69 ตารางวา 1 ไร่ 2 งาน 6 ตารางวาและ 2 ไร่1 งาน 23 ตารางวา ตามลำดับ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การว่า แผนที่สังเขปท้ายฟ้องของโจทก์ไม่เป็นความจริงที่ดิน น.ส.3 ก.ของจำเลยทั้งสี่ฉบับตามฟ้องเป็นการออกโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่ได้ทับที่ดินของโจทก์ หากจะฟังว่ามีการออกทับกันจริง โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะอำนาจเพิกถอนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยไม่ชอบนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดเท่านั้นที่มีสิทธิสั่งเพิกถอน และผู้ว่าราชการจังหวัดยังไม่มีคำสั่งเกี่ยวกับ น.ส.3 ก. ของจำเลยแต่ประการใด คดีของโจทก์จึงยังไม่มีข้อโต้แย้งตามประมวลกฎหมายที่ดินขอให้ยกฟ้อง จำเยขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกนางอำพร ชัยเกษม นางสาอำพัน สุขอร่ามจ่าสิบตำรวจพิเชษฐ์ สุขอร่าม และนายชูชาติ สุขอร่าม เข้ามาเป็นจำเลยร่วมศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมทั้งสี่ให้การร่วมกันว่า แผนที่สังเขปท้ายฟ้องโจทก์ไม่ถูกต้องที่ดินตามน.ส.3 ก.เลขที่ 47, 48, 49 และ 50 มิได้ออกทับที่ดิน ตาม น.ส. 3 ของโจทก์ การออกน.ส.3 ก. ที่ดินทั้งสี่แปลงได้กระทำโดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายฟ้องโจทก์ขาดอายุความ การออก น.ส.3 ของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยและจำเลยร่วมไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าที่ดินภายในเส้นสีแดงตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องเป็นของโจทก์ ตาม น.ส.3 เลขที่ 98 ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยไปยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอท่ามะกาให้เพิกถอนหรือแก้ไข น.ส.3 ก.เลขที่ 48, 48, 49 และ 50เนื้อที่ 23 ตารางวา 2 งาน 69 ตารางวา, 1 ไร่ 2 งาน 6 ตารางวาและ 2 ไร่ 1 งาน 23 ตารางวา ตามลำดับ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยและจำเลยร่วมฎีกาว่าการฟ้องคดีของโจทก์ทั้งสองไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสให้ฟ้องและดำเนินคดีแต่ประการใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่าการที่จำเลยและจำเลยร่วมมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นในคำให้การไว้แต่ศาลชั้นต้น จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาก็เห็นว่าไม่มีเหตุสมควรที่จะยกขึ้นวินิจฉัย แม้ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 จะบัญญัติให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เมื่อปรากฏว่าได้ออกโดยคลาดเคลื่อนเช่น ออก น.ส.3 ทับที่ของบุคคลอื่น แต่ก็มิได้หมายความว่าเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดเท่านั้นที่สั่งเพิกถอนหรือแก้ไข น.ส.3 ที่ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายและมิได้หมายความว่าการเพิกถอนหรือแก้ไข น.ส.3 ที่ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น จะต้องดำเนินการตามวิธีการตามที่มาตรา 61 บัญญัติไว้เพียงประการเดียว ในบางกรณีคู่กรณีอาจเห็นว่าการดำเนินการตามมาตรา 61 อาจไม่ทันการหรือเกิดการล่าช้าเนื่องจากคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งประวิงเวลาไว้ เช่นนี้คู่กรณีก็มีสิทธิดำเนินคดีทางศาลเพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขการออก น.ส.3 โดยคลาดเคลื่อนหรือโดยไม่ชอบนั้นได้ ดังจะเห็นได้จา่กความในวรรคท้ายแห่ง มาตรา 61 ว่า"ในการที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขอย่างใดแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม มาตรา 71 ดำเนินการตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด" ส่วนบทบัญญัติ มาตรา 60 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินก็เป็นเรื่องที่คู่กรณีโต้แย้งสิทธิในการออกโฉนดที่ดินและกำหนดระยะเวลาการฟ้องร้องไว้ในกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดได้พิจารณาสั่งในปัญหาพิพาทนั้นตามบทบัญญัติ มาตรา 60, 61หาได้มีข้อห้ามมิให้ฟ้องคดีหาดมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ไม่โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องได้เองหากสิทธิของโจทก์ถูกโต้แย้งตามบทบัญญัติ มาตรา 55 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การที่โจทก์ทั้งสองขอให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตที่ดินของตน ในการรังวัดสอบเขตครั้งนี้มีนางสุนันทาซึ่งได้รับมอบอำนาจจากจำเลยให้ไประวังแนวเขต ได้ยืนยันว่ามีการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยนางสุนันทาจึงไม่ยอมรับรองแนวเขตด้านนี้ เมื่อนางสุนันทาขอรังวัดสอบเขตที่ดินของจำเลย นางสุนันทาก็ยืนยันว่าที่ดินที่โจทก์ที่ 1 อ้างว่าเป็นของโจทก์ที่ 1 นั้น เป็นที่ดินของจำเลยนอกจากนี้ปรากฏตามรายงานผลการรังวัดตรวจสอบ น.ส.3 ก. ของนายประพันธ์เจ้าพนักงานที่ดินลงวันที่ 28 มิถุนายน 2522 ถึงนายอำเภอท่ามะกามีข้อความสำคัญว่าเมื่อโจทก์ที่ 1 กับพวกขอรังวัดสอบเขตจึงทราบแน่ชัดว่า น.ส.3 ก. ของจำเลยทับ น.ส.3ของโจทก์ที่ 1 เป็นบางส่วน ดังนี้ จึงเป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่ามีการโต้แย้งสิทธิเกิดขึ้นแล้วโจทก์ทั้งสองย่อมมีอำนาจเสนอคดีต่อศาลหรือมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ที่จำเลยและจำเลยร่วมฎีกาว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความ เห็นว่าตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ขอให้เพิกถอน น.ส.3 ก. ของจำเลยส่วนที่ออกทับ น.ส.3 ของโจทก์ จำเลยและจำเลยร่วมมิได้ให้การโดยชัดแจ้งว่าได้แย่งการครอบครองที่ดินของโจทก์ จึงไม่มีประเด็นในเรื่องกำหนดเวลาการฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ แล้ววินิจฉัยว่าที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 47, 48, 49 และ 50 ของฝ่ายจำเลยทับ น.ส.3 เลขที่ 98 ของโจทก์เป็นจำนวนเนื้อที่ตามฟ้อง พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1857/2529 นายประดิษฐ์ กาญจนกำเนิด กับพวก โจทก์ จำเลยร่วม โจทก์ นางสาวอำพัน สุขอร่าม กับพวก โจทก์ นายไพฑูรย์ ถีระวัฒนาสวัสดิ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายประดิษฐ์ กาญจนกำเนิด กับพวก · โจทก์ - จำเลยร่วม · โจทก์ - นางสาวอำพัน สุขอร่าม กับพวก · จำเลย - นายไพฑูรย์ ถีระวัฒนาสวัสดิ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สหัส สิงหวิริยะ · เสวก จันทร์ผ่อง · สาระ เสาวมล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 142/2492ฎีกา 681/2506ฎีกา 770/2535ฎีกา 2439/2531ฎีกา 99/2541ฎีกา 1452/2511ฎีกา 1342/2509ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7903/2568ฎีกา 3099/2524ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา