⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1930/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1930/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การโอนสิทธิครอบครองในที่ดินตามกฎหมายพิเศษ ไม่จำเป็นต้องมีการส่งมอบการครอบครองตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และการที่ผู้รับโอนไม่ชำระราคาตามสัญญา ผู้โอนอาจมีสิทธิฟ้องร้องตามกฎหมายได้ แต่หากผู้โอนแสดงเจตนาไม่ยึดถือทรัพย์สินแทนผู้รับโอนอีกต่อไป และผู้รับโอนได้ฟ้องร้องเอาคืนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้โอนแย่งการครอบครอง ผู้รับโอนจะขาดสิทธิฟ้องร้อง

ย่อคำพิพากษา

ป.สามีโจทก์ได้ทำสัญญาซื้อที่พิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่ามีหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้วจากจำเลย โดยทำสัญญาซื้อขายเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ ป. ยังค้างชำระราคาส่วนหนึ่งแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 ทวิประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ข้อ 2 ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษสิทธิครอบครองในที่พิพาทจึงโอนไปเป็นของ ป.ด้วยผลของกฎหมาย ไม่จำต้องมอบการครอบครองกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1378 การที่จำเลยอยู่ในที่พิพาทต่อมาก็โดยอาศัยสิทธิของ ป. แต่ต่อมาวันที่ 31 ธันวาคม 2524 จำเลยไปขอรับเงินค่าที่ดินที่ค้างจาก ป.แต่ถูกปฏิเสธ จำเลยจึงบอกเลิกสัญญากับ ป. และว่าจะไม่ยอมออกจากที่พิพาท หาก ป.ต้องการให้ไปฟ้องเอา ดังนี้ แม้จะไม่เป็นผลให้สัญญาซื้อขายระหว่าง ป.กับจำเลยเลิกกันก็ตาม แต่ก็เป็นการบอกกล่าวของจำเลยต่อ ป.ว่า ไม่เจตนาจะยึดถือที่พิพาทแทน ป.ต่อไป อันเป็นการเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือว่าจำเลยมิได้ยึดถือที่พิพาทแทน ป.ต่อไปตาม มาตรา 1381 ป.ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2525 การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมรดกที่พิพาทอันเป็นการสืบสิทธิจาก ป.เจ้ามรดกเพิ่งนำคดีมาฟ้องเพื่อเอาคืนซึ่งที่ดินดังกล่าวจากจำเลยเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2526 ซึ่งเป็นเวลาเกินกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2524 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยแย่งการครอบครอง โจทก์จึงขาดสิทธิฟ้องเอาคืนที่พิพาทตาม มาตรา 1375

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ม.2 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.186 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1378 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1381 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1386 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1599 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1600

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาและผู้จัดการมรดกของนายปุ้ย พรมบุตร นายปุ้ยได้ซื้อที่ดินจากจำเลยจดทะเบียนถูกต้อง จำเลยรับเงินไปแล้วและมอบ น.ส.๓ ให้แก่นายปุ้ยไว้ ต่อมาเมื่อนายปุ้ยตายและโจทก์ได้รับมรดกที่ดินนั้นแล้ว จำเลยไม่ยอมออกจากที่ดิน ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าว จำเลยให้การว่า จำเลยขายที่ดินพิพาทให้นายปุ้ย แต่นายปุ้ยยังชำระราคาให้ไม่ครบ จำเลยไปติดต่อขอรับเงินก็ถูกนายปุ้ยปฏิเสธ จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาซื้อขายและแสดงเจตนาเข้าถือสิทธิในที่พิพาทในฐานะเจ้าของโดยสงบและเปิดเผยเป็นเวลาเกินกว่า ๑ ปีแล้ว จึงได้สิทธิครอบครอง โจทก์ไม่ฟ้องเรียกคืนภายใน ๑ ปีคดีขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ขับไล่จำเลยและบริวาร จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้แย้งในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๒๔ นายปุ้ย พรมบุตร สามีโจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนการซื้อขายที่พิพาทกับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.๓ จ.๔ จำเลยได้รับเงินในวันนั้นเป็นเงิน ๒,๐๐๐ บาท แต่ยังมิได้ออกจากที่พิพาท ต่อมาวันที่๓๑ ธันวาคม ๒๕๒๔ จำเลยไปขอรับเงินซึ่งอ้างว่ายังค้างชำระอยู่อีก นายปุ้ยปฏิเสธอ้างว่าตกลงซื้อขายกันเพียง ๒,๐๐๐ บาท จำเลยจึงบอกเลิกสัญญากับนายปุ้ยต่อหน้าโจทก์และไม่ยอมออกจากที่พิพาท นายปุ้ยตายเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๒๕ โจทก์เป็นผู้รับมรดกที่พิพาทจากนายปุ้ยโดยได้จดทะเบียนโอนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ปัญหาวินิจฉัยมีว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่พิพาทฟ้องให้จำเลยและบริวารออกไปได้หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าที่พิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าซึ่งมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้ว การซื้อขายที่พิพาทระหว่างนายปุ้ยกับจำเลยได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๔ ทวิ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๙๖ ข้อ ๒ ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษ สิทธิครอบครองในที่พิพาทจึงโอนไปเป็นของนายปุ้ยด้วยผลของกฎหมายนั้น หาจำต้องมอบการครอบครองกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๘ ดังที่จำเลยฎีกาอีกไม่ การที่จำเลยอยู่ในที่พิพาทต่อมาก็โดยอาศัยสิทธิของนายปุ้ย แต่ต่อมาภายหลังจดทะเบียนซื้อขายแล้วคือในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๒๔ เมื่อจำเลยถูกนายปุ้ยปฏิเสธการชำระเงินส่วนที่เหลือและจำเลยบอกเลิกสัญญากับนายปุ้ย แม้จะไม่เป็นผลให้สัญญาซื้อขายระหว่างนายปุ้ยกับจำเลยเลิกกันก็ตามแต่ก็เป็นการบอกกล่าวของจำเลยต่อนายปุ้ยว่าไม่เจตนาจะยึดถือที่พิพาทนายปุ้ยต่อไปเพราะปรากฏจากการตอบคำถามค้านของโจทก์ว่า ในวันจำเลยบอกเลิกสัญญานั้น จำเลยบอกนายปุ้ยว่า จำเลยจะไม่ยอมออกจากที่พิพาท หากนายปุ้ยต้องการให้ไปฟ้องเอา อันเป็นการเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือว่าจำเลยมิได้ยึดถือที่พิพาทแทนนายปุ้ยต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๑ รับกับการรื้อรั้วที่นายปุ้ยและโจทก์ไปล้อมในที่พิพาทภายหลังต่อจากนั้น แม้แต่เมื่อจำเลยไปร้องเรียนต่อทางอำเภอเพื่อให้เปรียบเทียบและตกลงกันไม่ได้ตามเอกสารหมาย ล.๑ จำเลยก็ยังยืนยันการอยู่ในที่พิพาทในลักษณะเดิมอีกดังนั้นการที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมรดกที่พิพาทอันเป็นการสืบสิทธิจากนายปุ้ยเจ้ามรดกเพิ่งนำคดีมาฟ้องเพื่อเอาคืนซึ่งที่ดินดังกล่าวจากจำเลยเมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๒๖ ซึ่งเป็นเวลาเกินกว่าหนึ่งปี นับแต่วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๒๔ ซึ่งเป็นวันที่จำเลยแย่งการครอบครองโจทก์จึงขาดสิทธิฟ้องเอาคืนที่พิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๕ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่พิพาท ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1930/2529 นางอ่วม พรมบุตร โจทก์ นางปุ้ย ไชยสอง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางอ่วม พรมบุตร · จำเลย - นางปุ้ย ไชยสอง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมประสงค์ พานิชอัตรา · ยนต์ พิรวินิจ · สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดยโสธร - นายนิยุติ สุภัทรพานิรผล · ศาลอุทธรณ์ - นายไมตรี กลั่นนุรักษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1712/2539ฎีกา 1730/2520ฎีกา 2649-2660/2530ฎีกา 17393/2555ฎีกา 451/2491ฎีกา 356/2530ฎีกา 3375/2532ฎีกา 142/2492ฎีกา 4072/2528ฎีกา 2749/2538ฎีกา 170/2497ฎีกา 5268/2538ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 5317/2538ฎีกา 759/2494ฎีกา 231/2482ฎีกา 464/2497ฎีกา 1415/2540ฎีกา 6848/2540ฎีกา 1131/2502ฎีกา 1657/2503ฎีกา 2610/2538ฎีกา 1028/2564ฎีกา 805/2506
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา