⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3185/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3185/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* ผู้รับประกันภัยค้ำจุนย่อมต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกตามความคุ้มครองที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ แม้ผู้เอาประกันภัยจะไม่ได้เป็นผู้ครอบครองและใช้รถยนต์ที่เอาประกันภัยในขณะเกิดเหตุ หากความเสียหายเกิดจากการกระทำละเมิดของผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้เอาประกันภัย * ผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าเช่ารถและค่าขาดประโยชน์ที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย หากกรมธรรม์มิได้ระบุเป็นข้อยกเว้นไว้

ย่อคำพิพากษา

เมื่อกรมธรรม์ประกันภัยมิได้กำหนดเงื่อนไขไว้ว่าจำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนจะใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกก็แต่เฉพาะในกรณีผู้เอาประกันภัยเป็นผู้ครอบครองและใช้รถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้เท่านั้น ดังนั้น แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ผู้เอาประกันภัย ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 และเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด จะไม่ต้องรับผิดในฐานผู้ครอบครองและใช้รถยนต์เพราะได้ให้จำเลยที่ 2 เช่าซื้อไป แต่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้กระทำละเมิดในทางการที่จ้างเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 3 ยังต้องรับผิดดังกล่าว จำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ด้วย. ตามกรมธรรม์ประกันภัยมิได้ระบุเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า ผู้รับประกันภัยจะรับผิดแต่เฉพาะค่าซ่อมรถหรือค่าเสื่อมราคาเท่านั้น ฉะนั้น เมื่อจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดใช้ค่าเช่ารถและค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 4 ก็ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วย (วรรคแรกวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 5/2529)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.425 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.887 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1070 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1077 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1080

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ได้ขับรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ ๔ โดยประมาทเลินเล่อพุ่งชนท้ายรถโจทก์ เป็นเหตุให้รถโจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๒ ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๒๔๐,๗๑๐.๒๓ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของและผู้ครอบครองรถยนต์ตามฟ้อง ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๑ มิใช่คนขับรถดังโจทก์อ้าง และมิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ เหตุที่เกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่อของคนขับรถโจทก์ โจทก์มิได้เสียหายดังฟ้อง จำเลยที่ ๔ รับประกันภัยค้ำจุนจากจำเลยที่ ๓ โดยจำกัดความรับผิดแต่เฉพาะค่าซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดจากการขนในวงเงินไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท หาได้คุ้มครองถึงความเสียหายที่ขาดประโยชน์หรือขาดรายได้จากการใช้รถไม่ จำเลยที่ ๔ จะรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่บุคคลภายนอก ก็ต่อเมื่อเป็นกรณีที่ผู้เอาประกันภัยเป็นผู้ครอบครองใช้รถที่เอาประกันภัย และผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกในเหตุที่รถชนกันนั้นโดยตรง คดีนี้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ครอบครองรถที่เอาประกันภัยไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ ๔ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์รวมเป็นเงิน ๗๑,๖๓๐.๒๓ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ ๒ เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยมีจำเลยที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน น.ฐ.๐๑๙๗๕ แต่จำเลยที่ ๓ ได้ให้จำเลยที่ ๒ เช่าซื้อไปและจำเลยที่ ๓ ได้เอารถยนต์คันดังกล่าวนั้นประกันภัยค้ำจุนไว้กับจำเลยที่ ๔ ในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ได้ขับรถคันดังกล่าวไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ ด้วยความประมาทเลินเล่อชนท้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร ๒ น. - ๐๘๓๗ ซึ่งโจทก์เช่าจากบริษัทไทยฮีโน่มอเตอร์เซลส์ จำกัด มาใช้ในกิจการของโจทก์ได้รับความเสียหาย และทำให้ของที่โจทก์รับจ้างบรรทุกมานั้นเสียหายอีกด้วย ซึ่งโจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายสำหรับของที่เสียหายนั้นไปแล้ว ปัญหาวินิจฉัยข้อแรกมีว่า จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนจะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ ๔ ฎีกาว่า จำเลยที่ ๔ รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์หมายเลขทะเบียน น.ฐ.๐๑๙๗๕ ไว้จากจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๔ จะรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนก็ต่อเมื่อจำเลยที่ ๓ จะต้องรับผิด แต่ขณะเกิดเหตุ รถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้ได้โอนไปอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๔ จึงไม่ต้องรับผิดเพราะจำเลยที่ ๔ ไม่มีหน้าที่ใช้ค่าเสียหายแทนจำเลยที่ ๒ พิเคราะห์แล้วปรากฏว่าหลังจากจำเลยที่ ๓ ได้ให้จำเลยที่ ๒ เช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน น.ฐ.๐๑๙๗๕ ไปแล้ว ต่อมาเมื่อสัญญาประกันภัยหมดอายุ จำเลยที่ ๓ ก็ได้เอารถยนต์คันดังกล่าวประกันวินาศภัยและประกันภัยค้ำจุนไว้กับจำเลยที่ ๔ อีก ดังปรากฏตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.๑ ซึ่งตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.๑ นี้ ในหมวดที่ ๒ ว่าด้วยสัญญาคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อ ๒.๓ ได้ระบุไว้ว่า 'บริษัท(จำเลยที่ ๔) จะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัย ซึ่งผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดตามกฎหมาย เพื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก เนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการใช้รถยนต์ในระหว่างระยะเวลาประกันภัย.......' ในปัญหาที่ว่าจำเลยที่ ๔ จะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์หรือไม่นี้ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ตามสัญญาข้อ ๒.๓ดังกล่าวแล้วนั้นได้กำหนดไว้ว่า จำเลยที่ ๔ ในฐานะผู้รับประกันภัยจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ในเมื่อผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดตามกฎหมาย ซึ่งตามสัญญาดังกล่าวนี้กำหนดไว้แต่เพียงว่า เมื่อผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดตามกฎหมายแล้วจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจะใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้นในนามของผู้เอาประกันภัยตามข้อสัญญาดังกล่าวมิได้กำหนดเงื่อนไขไว้เป็นการเฉพาะเจาะจงว่า จำเลยที่ ๔ จะใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกก็แต่เฉพาะในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยเป็นผู้ครอบครองและใช้รถที่เอาประกันภัยเท่านั้น ฉะนั้น ถึงแม้ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ ๓ จะไม่ต้องรับผิดในฐานะผู้ครอบครองใช้รถก็ตาม เพราะได้ให้จำเลยที่ ๒ เช่าซื้อไปแล้วแต่คดีนี้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ได้กระทำละเมิดในทางการที่จ้างเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายขึ้นเช่นนี้ จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๒ และเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด จะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๗๐, ๑๐๗๗ (๒) ประกอบด้วยมาตรา๑๐๘๐ เมื่อจำเลยที่ ๓ ยังจะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ ๔ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุน จึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยข้อ๒.๓ ฎีกาจำเลยที่ ๔ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่จะวินิจฉัยต่อไปก็คือ จำเลยที่ ๔ จะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายในการที่โจทก์ต้องเสียค่าเช่ารถและขาดประโยชน์ในระหว่างที่ทำการซ่อมรถนั้นหรือไม่ โดยจำเลยที่ ๔ ฎีกาว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ ๒.๓ จำเลยที่ ๔ รับผิดแต่เฉพาะค่าซ่อมหรือค่าเสื่อมสภาพของรถยนต์ซึ่งเป็นตัวทรัพย์เท่านั้นไม่ต้องรับผิดในค่าเช่าและค่าขาดประโยชน์แต่อย่างใด พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามสัญญาข้อ ๒.๓ ซึ่งศาลฎีกายกขึ้นกล่าวแล้วข้างต้นนั้น ได้กำหนดไว้แต่เพียงว่า เมื่อผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายให้แก่บุคคลภายนอกจำเลยที่ ๔ จะใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ในนามของผู้เอาประกันภัย ซึ่งตามสัญญาข้อนี้มิได้ระบุเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า ผู้รับประกันภัยจะรับผิดแต่เฉพาะค่าซ่อมรถหรือค่าเสื่อมราคาเท่านั้น จะไม่รับผิดในค่าขาดประโยชน์หรือค่าเสียหายอื่นใดอีก ฉะนั้น เมื่อจำเลยที่ ๓ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดใช้ค่าเช่าและค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนก็ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วย ฎีกาจำเลยที่ ๔ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3185/2529 องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ โจทก์ นายซีเกียก แซ่ลิ้ม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ · จำเลย - นายซีเกียก แซ่ลิ้ม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสวก จันทร์ผ่อง · สหัส สิงหวิริยะ · สาระ เสาวมล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายประสิทธิ์ แสนศิริ · ศาลอุทธรณ์ - นายพยุง กลั่นสุภา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 3131/2543ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1000/2505ฎีกา 1124/2479ฎีกา 8680/2551ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1951/2519ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา