⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3942/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3942/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพิจารณาว่าคดีจะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตามฐานความผิดเป็นกระทง ๆ ไป. การกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แม้จะเป็นการใช้ในลักษณะเดียวกัน แต่หากเป็นการใช้คนละเวลาคนละครั้ง ก็ถือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน.

ย่อคำพิพากษา

คดีจะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตามฐานความผิดเป็นกระทง ๆ ไป เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแต่ละกระทงจำคุกไม่เกิน 5 ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีจึงต้องฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จำเลยปลอมหนังสือเดินทางซึ่งเป็นเอกสารราชการของกระทรวงต่างประเทศ และจำเลยได้ทำปลอมขึ้นซึ่งรอยตราของสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำกรุงเบรุตประเทศเลบานอน แล้วประทับรอยตราปลอมดังกล่าวลงในหนังสือเดินทางที่จำเลยปลอมขึ้น อันเป็นการปลอมหนังสือเดินทางทั้งฉบับให้สำเร็จบริบูรณ์ดังเจตนาของจำเลย การกระทำของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท คือมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 กับมาตรา 251 กระทงหนึ่ง ต่อมาเมื่อจำเลยนำหนังสือเดินทางที่จำเลยทำปลอมขึ้นและมีรอยตราปลอมประทับดังกล่าวไปใช้แสดงต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เพื่อตรวจประทับตราเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรและเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร รวม 3 ครั้ง แม้จะเป็นการใช้ในลักษณะเดียวกัน แต่ก็เป็นการใช้คนละเวลาคนละครั้งต่างกรรมกัน การกระทำของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 265 และมาตรา 251 ประกอบด้วยมาตรา 252 แต่เนื่องจากมาตรา 263 บัญญัติว่าถ้าผู้กระทำผิดตามมาตรา 251 ได้กระทำผิดตามมาตรา 252 ด้วยให้ลงตามมาตรา 251 กระทงเดียว ดังนั้นเมื่อจำเลยเป็นผู้ทำรอยตราปลอมอันเป็นความผิดตามมาตรา 251 และได้ใช้รอยตราปลอมนั้นอันเป็นความผิดตามมาตรา 252 รวม 3 ครั้ง ในการใช้ครั้งแรกจำเลยทำรอยตราปลอมและใช้รอยตราปลอมด้วย จึงมีความผิดตามมาตรา 251 ประกอบด้วยมาตรา 263 กระทงหนึ่ง แต่ในการใช้ครั้งที่สองและครั้งที่สามจำเลยมิได้ปลอมรอยตราขึ้นอีก คงใช้รอยตราปลอมอันเก่านั้นเอง จึงมีความผิดฐานใช้รอยตราปลอมอย่างเดียวตามมาตรา 252 อีก 2 กระทง รวมทั้งสิ้น 3 กระทง ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ขึ้นมา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ (หมายเหตุ วรรค 2 วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 2/2529)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.251 ประมวลกฎหมายอาญา ม.252 ประมวลกฎหมายอาญา ม.263 ประมวลกฎหมายอาญา ม.264 ประมวลกฎหมายอาญา ม.265 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๕๑, ๒๕๒, ๒๖๓, ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๘, ๙๑ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๔ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๕๑, ๒๕๒, ๒๖๓, ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๘, ๙๑ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาอาญา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๔ เป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม ตามมาตรา ๒๖๘ จำเลยกระทำผิด ๓ กระทง ให้ลงโทษกระทงละ ๒ ปี รวมจำคุก ๖ ปี ฐานปลอมดวงตราและใช้ ดวงตราปลอมให้ลงโทษตามมาตรา ๒๕๑ ลงโทษกระทงละ ๓ ปี รวม ๓ กระทง เป็นจำคุก ๙ ปี รวมจำคุก ๑๕ ปี ลดโทษให้ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๗ ปี ๖ เดือน ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จะวินิจฉัยว่าคดีใดชอบที่จะห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น ชอบที่จะพิจารณาในฐานความผิดเป็นกระทง ๆ ไป คดีนี้ปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดรวม ๖ กระทง ซึ่งแต่ละกระทงจำคุกไม่เกิน ๕ ปี เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยจ้างให้บุคคลอื่นเป็นผู้ทำหนังสือเดินทางดังกล่าวให้ โดยจำเลยมิได้เป็นผู้ไปติดต่อกับทางราชการด้วยตนเอง จำเลยไม่ทราบว่าหนังสือเดินทางดังกล่าวเป็นหนังสือเดินทางปลอม และขอให้ลงโทษจำเลยในสถานเบา เห็นว่าล้วนเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อย่างไรก็ตามเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมา และในการพิจารณาของศาลฎีกาปรากฏว่าคำฟ้องโจทก์ แม้จะบรรยายฟ้องแยกการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยกระทำผิดรวม ๖ กระทง แต่ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ฟ้องและจำเลยให้การรับสารภาพฟังได้ว่าจำเลยได้ปลอมหนังสือเดินทางประเทศไทยซึ่งเป็นเอกสารราชการของกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง และจำเลยได้ทำปลอมขึ้นซึ่งรอยตราของสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำกรุงเบรุต ประเทศเลบานอนอันเป็นส่วนราชการของกระทรวงการต่างประเทศแล้วประทับรอยตราปลอมดังกล่าวลงในหนังสือเดินทางประเทศไทยที่จำเลยทำปลอมขึ้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การกระทำของจำเลยในขั้นตอนที่ทำปลอมขึ้นซึ่งรอยตราของสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน แล้วเอารอยตราปลอมนั้นไปประทับลงในหนังสือเดินทางปลอม ก็เพื่อให้หนังสือเดินทางที่จำเลยทำขึ้นมีลักษณะข้อความและรอยตราที่ประทับเหมือนของจริง เมื่อผู้หนึ่งผู้ใดพบเห็นจะให้หลงเชื่อและเข้าใจว่าเป็นหนังสือเดินทางที่แท้จริง อันเป็นการปลอมหนังสือเดินทางทั้งฉบับให้สำเร็จสมบูรณ์ดังเจตนาของจำเลย การกระทำของจำเลยส่วนนี้จึงเป็นกรรมเดียว แต่ผิดกฎหมายหลายบทอันมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๖๕ กับมาตรา ๒๕๑ กระทงหนึ่ง ต่อมาเมื่อจำเลยนำหนังสือเดินทางที่จำเลยทำปลอมขึ้นและมีรอยตราปลอมประทับดังกล่าวไปใช้แสดงต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เพื่อตรวจประทับตราเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรและเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรรวม ๓ ครั้ง แม้จะเป็นการใช้ในลักษณะเดียวกัน แต่ก็เป็นการใช้คนละเวลาคนละครั้งต่างกรรมกัน การกระทำของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕ และมาตรา ๒๕๑ ประกอบด้วยมาตรา ๒๕๒ แต่เนื่องจากมาตรา ๒๖๓ บัญญัติว่า ถ้าผู้กระทำผิดตาม........................มาตรา ๒๕๑............................ฯลฯ............................ ได้กระทำความผิดตามมาตราอื่นที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้อันเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดจากการกระทำผิดนั้นด้วย ให้ลงโทษผู้นั้นตาม................... มาตรา ๒๕๑ .....................ฯลฯ........................แต่กระทงเดียว ดังนั้น เมื่อจำเลยเป็นผู้ทำอยตราปลอมอันเป็นความผิดตามมาตรา ๒๕๑ และได้ใช้รอยตราปลอมนั้นอันเป็นความผิดตามมาตรา ๒๕๒ รวม ๓ ครั้ง ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว ในการใช้ครั้งแรกจำเลยทำรอยตราปลอมและใช้รอยตราปลอมด้วย จึงมีความผิดตามมาตรา ๒๕๑ ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๓ กระทงหนึ่ง แต่ในการใช้ครั้งที่สองและครั้งที่สามจำเลยมิได้ปลอมรอยตราขึ้นอีก คงใช้รอยตราปลอมอันเก่านั้นเอง จึงมีความผิดฐานใช้รอยตราปลอมอย่างเดียวตามมาตรา ๒๕๒ อีก ๒ กระทง รวมทั้งสิ้น ๓ กระทง ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยรวม ๖ กระทงจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ขึ้นมา ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานทำเอกสารปลอมและทำรอยตราปลอมตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕, ๒๕๑ กระทงหนึ่งซึ่งโทษตามมาตรา ๒๕๑ เป็นบทหนัก กับมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมและใช้รอยตราปลอมครั้งแรก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕ และมาตรา ๒๕๒ อีกด้วย ซึ่งโทษตาม มาตรา ๒๕๒ เป็นบทหนัก ตามมาตรา ๒๖๓ บัญญัติให้ลงโทษตามมาตรา ๒๕๑ กระทงเดียว คงจำคุกจำเลย ๓ ปี กับมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมและใช้รอยตราปลอมอีก ๒ ครั้ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕ และมาตรา ๒๕๒ ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๕๒ ซึ่งเป็นบทหนักตามอัตราโทษในมาตรา ๒๕๑ รวม ๒ กระทง กระทงละ ๓ ปี รวมโทษจำคุกจำเลยทั้งสิ้น ๙ ปี ลดโทษให้ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๔ ปี ๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3942/2529 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นางสาวทองมา ลือนามหรือถวิล เผือกประพันธ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นางสาวทองมา ลือนามหรือถวิล เผือกประพันธ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อำนวย อินทุภูติ · ดำริ ศุภพิโรจน์ · สมศักดิ์ เกิดลาภผล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุเมธ สุทธิวาทนฤพุฒิ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 86/2547ฎีกา 2566/2524ฎีกา 449/2541ฎีกา 2138/2545ฎีกา 19980/2555ฎีกา 3315/2542ฎีกา 45/2535ฎีกา 1541/2532ฎีกา 2072/2538ฎีกา 630/2529ฎีกา 593/2492ฎีกา 815/2473ฎีกา 8867/2554ฎีกา 394/2489ฎีกา 1646/2550ฎีกา 8350/2547ฎีกา 31/2511ฎีกา 243/2491ฎีกา 5451/2534ฎีกา 6288/2545ฎีกา 833/2524ฎีกา 244/2535ฎีกา 4934/2541ฎีกา 12564/2547
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา