⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1167-1168/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1167-1168/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นอำนาจฟ้อง ย่อมมีผลให้คู่ความสามารถฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ - ผู้บุพการีจะไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้ตาย หากผู้ตายมีส่วนประมาทในการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตนเอง

ย่อคำพิพากษา

คดีสองสำนวนซึ่งรวมพิจารณาเข้าด้วยกัน สำนวนแรกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นรับไว้โดยมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยสำนวนที่สองศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องซึ่งตรงกันข้ามกับที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้ จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง บิดาเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนบุตรซึ่งถึงแก่ความตายว่าจำเลยขับรถยนต์โดยประมาท ทำให้บุตรโจทก์และบุคคลอื่นถึงแก่ความตายเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เหตุเกิดรถชนกันเพราะผู้ตายซึ่งเป็นบุตรโจทก์มีส่วนกระทำการโดยประมาทผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ซึ่งเป็นบิดาผู้บุพการีย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา5 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.5 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาเข้าด้วยกัน สำนวนแรกพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับนายสุรพล โคตะ ซึ่งตายไปแล้วต่างขับรถยนต์โดยประมาททำให้รถเฉี่ยวชนกันเป็นเหตุให้มีคนตายและบาดเจ็บ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๑, ๓๙๐, ๙๑, ๘๓ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓,๗๘, ๑๕๗, ๑๖๐, ๑๖๒ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๒ และเพิกถอนใบอนุญาตให้เป็นผู้ขับรถของจำเลยด้วยสำนวนที่สองนายหย่อม โคตะ ซึ่งเป็นบิดาของนายสุรพลโคตะ ผู้เสียหายซึ่งถึงแก่ความตายเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยว่าขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้นายสุรพล โคตะ และบุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่าจำเลยและนายสุรพล โคตะ ผู้ตายกระทำผิดโดยประมาททั้งสองฝ่าย โจทก์สำนวนที่สองจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้องพิพากษาว่าสำหรับสำนวนแรกจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑, ๓๙๐ และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๘ (ที่ถูกเป็นมาตรา ๗๘), ๑๖๐ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาลงโทษบทหนักตามมาตรา ๒๙๑ ให้จำคุกมีกำหนด ๓ ปี ความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกลงโทษจำคุก ๓ เดือน คำขออื่นให้ยกสำหรับสำนวนที่สองให้ยกฟ้อง โจทก์สำนวนที่สองและจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์สำนวนที่สองมีอำนาจฟ้องนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับสำนวนแรกคือคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๒/๒๕๒๔ หมายเลขแดงที่ ๑๙๔๓/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้นศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด ๓ ปี ๓ เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นรับไว้โดยมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ สำหรับสำนวนที่สองคือคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๓๙๙/๒๕๒๔ หมายเลขแดงที่ ๑๙๔๔/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ซึ่งตรงกันข้ามกับที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้ จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นและทำให้คดีหลังนี้ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ในปัญหาว่าโจทก์ในสำนวนที่สองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่าการที่นายสุรพล ผู้ตายขับรถยนต์เก๋งมาชิดหรือเกือบชิดเส้นประกึ่งกลางถนนทั้งที่อาจขับหลีกไปทางซ้ายมือได้ เพราะยังมีผิวจราจรว่างอยู่กว้างประมาณ๒ เมตร และนายสุรพลผู้ตายย่อมจะต้องมองเห็นแล้วว่า มีรถยนต์โดยสารแล่นสวนทางมาแต่ไกลเพราะมีแสงไฟหน้ารถยนต์โดยสารและทางข้างหน้าเป็นทางตรงโดยวิสัยของนายสุรพลผู้ตายในภาวะเช่นนั้นควรจักต้องขับรถด้วยความระมัดระวังโดยชะลอความเร็วและหลบหลีกให้ห่างจากเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนในระยะที่ปลอดภัยซึ่งนายสุรพลผู้ตายอาจกระทำได้ แต่หาได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอไม่ กลับขับรถโดยไม่ชะลอความเร็วและขับชิดหรือเกือบชิดเส้นประกึ่งกลางถนนจนเป็นเหตุให้รถชนกัน นายสุรพลผู้ตายย่อมมีส่วนกระทำการโดยประมาทจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ซึ่งเป็นบิดาผู้บุพพการีย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕ จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำนวนที่สอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1167 - 1168/2530 พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม ฯ โจทก์ นายสุนทร จุติไชย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม ฯ · จำเลย - นายสุนทร จุติไชย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)คำนึง อุไรรัตน์ · ดุสิต วราโห · สวัสดิ์ รอดเจริญ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดมหาสารคาม - นายสุริยง ลิ้มสถิรานันท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญส่ง วรรณกลาง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1588/2479ฎีกา 8080/2538ฎีกา 10648/2554ฎีกา 4276/2534ฎีกา 1638/2492ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 6416/2541ฎีกา 4225/2559ฎีกา 3593/2529ฎีกา 2963/2535ฎีกา 2252/2560ฎีกา 11720/2555ฎีกา 540/2485ฎีกา 149/2521ฎีกา 472/2539ฎีกา 1813/2531ฎีกา 3107/2533ฎีกา 10552/2553ฎีกา 2894/2523ฎีกา 2772/2539ฎีกา 203/2511
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา