⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1444/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1444/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและกระทำอนาจารโดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุใดเหตุหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 281 เป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายมีสิทธิถอนคำร้องทุกข์ก่อนคดีถึงที่สุด และเมื่อมีการถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39(2).

ย่อคำพิพากษา

ครั้งแรกผู้เสียหายถูกพวกของจำเลยข่มขืนกระทำชำเราในสวนปาล์มโดยจำเลยมิได้อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย หลังจากผู้เสียหายนุ่งกางเกง และเดินมาถึงถนนข้างสวนปาล์มจึงพบกับจำเลย จำเลยได้กอดและลากพาตัวผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเราที่ข้างจอมปลวกใหญ่ในป่าหญ้าคาดังนี้ จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายต่างสถานที่ ต่างเวลาและขาดตอนจากการที่พวกของจำเลยกระทำในครั้งแรก จึงหาใช่เป็นการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสองไม่ คงเป็นความผิดตามมาตรา 276 วรรคหนึ่งและมาตรา 278 เท่านั้น จำเลยกระทำผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและกระทำอนาจารโดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุใด เหตุหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 281 จึงเป็นความผิดอันยอมความได้ผู้เสียหายมีสิทธิถอน คำร้องทุกข์ได้ก่อนคดีถึงที่สุด เมื่อผู้เสียหายถอน คำร้องทุกข์ในขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาเช่นนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39(2)คำพิพากษาของศาลล่างย่อมระงับไปในตัวไม่มีผลบังคับอีกต่อไป ศาลฎีกาต้องจำหน่ายคดี.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.126 ประมวลกฎหมายอาญา ม.276 ประมวลกฎหมายอาญา ม.278 ประมวลกฎหมายอาญา ม.281

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกอีกสามคนร่วมกันกระทำอนาจารและร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 276, 278 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกับพวกร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันเป็นการโทรมหญิงและมีความผิดฐานกระทำอนาจารอีกบทหนึ่งให้ลงโทษบทหนักฐานข่มขืนกระทำชำเราอันเป็นการโทรมหญิง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 83 ให้จำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคหนึ่ง จำคุก 9 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ส่วนผู้เสียหายยื่นคำร้องลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2530 ขอถอนคำร้องทุกข์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงแห่งคดียังฟังเป็นยุติไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ หากจำเลยกระทำความผิดแล้วจะเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา276 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือว่าเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา276 วรรคสองดังที่โจทก์ฎีกา หากข้อเท็จจริงฟังยุติเป็นประการใดแล้วจักเป็นผลให้การใช้สิทธิถอนคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายและการวินิจฉัยสั่งคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์นั้นแตกต่างกันไป ฉะนั้นในชั้นนี้ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยและโจทก์ต่อไปตามลำดับเสียก่อนที่จะวินิจฉัยสั่งคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ของผู้เสียหาย... ที่โจทก์ฎีกาว่าการกระทำความผิดของจำเลยมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงนั้น พิเคราะห์แล้ว คดีได้ความจากคำของผู้เสียหายตามเอกสารหมาย จ.2 ว่า พวกของจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราตนครั้งแรกจำเลยไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย แต่หลังจากถูกข่มขืนกระทำชำเราครั้งแรกแล้วผู้เสียหายได้นุ่งกางเกงเดินออกจากสวนปาล์มมาถึงถนนข้างสวนปาล์มผู้เสียหายจึงพบกับจำเลย จำเลยได้กอดผู้เสียหายลากพาตัวเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราที่ข้างจอมปลวกใหญ่ในป่าหญ้าคาเช่นนี้ การที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายครั้งนี้จึงต่างสถานที่ ต่างกาลเวลาและขาดตอนจากการที่พวกของจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายครั้งแรก จึงหาใช่เป็นการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสองตามที่โจทก์ฟ้องและฎีกาขึ้นมาไม่ แต่การกระทำของจำเลยเป็นเพียงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่งเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276วรรคหนึ่ง จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ในเมื่อปรากฏว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง และมาตรา 278 และคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา นางสาวสุพรรษา หนูพรหม ผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องลงวันที่27 กุมภาพันธ์ 2530 ความว่าไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีกับจำเลย ขอถอนคำร้องทุกข์ โดยโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว แถลงรับว่านางสาวสุพรรษาหนูพรหม ที่มาศาลในวันนั้นเป็นผู้เสียหายจริงปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2530 (สำนวนอันดับที่ 124) โดยไม่ปรากฏว่าการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวได้เกิดต่อหน้าธารกำนัลหรือเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตายหรือเป็นการกระทำแก่บุคคลดังระบุไว้ในมาตรา 285 เช่นนี้ จึงเป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 ดังนั้นผู้เสียหายจึงมีสิทธิถอนคำร้องทุกข์ได้ก่อนคดีถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 126 วรรคหนึ่ง การถอนคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายดังกล่าวข้างต้นจึงมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) มีผลให้คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองระงับไปด้วยในตัวไม่มีผลบังคับต่อไป จึงให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความศาลฎีกา". ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1444/2530 พนักงานอัยการ จังหวัด สุราษฎร์ธานี โจทก์ นาย สม เจตน์ เลิศไกร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด สุราษฎร์ธานี · จำเลย - นาย สม เจตน์ เลิศไกร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สีนวล คงลาภ · มาโนช เพียรสนอง · สุพจน์ นาถะพินธุ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1656/2512ฎีกา 19406/2555ฎีกา 1124/2496ฎีกา 1979/2521ฎีกา 1499/2531ฎีกา 801/2503ฎีกา 70/2489ฎีกา 9076/2558ฎีกา 132/2481ฎีกา 667/2521ฎีกา 2379/2565ฎีกา 4541/2550ฎีกา 178/2494ฎีกา 8404/2540ฎีกา 2927/2540ฎีกา 1017/2465ฎีกา 214/2494ฎีกา 169/2490ฎีกา 2083/2539ฎีกา 7283-7285/2540ฎีกา 1604-1605/2512ฎีกา 2882/2527ฎีกา 360/2536ฎีกา 8308/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ