⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2289/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2289/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาสะพานลอยสาธารณะ ต้องแสดงป้ายบอกความสูงของสะพานให้ถูกต้องตามความเป็นจริง หากไม่ดำเนินการดังกล่าวและทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น ถือว่าเป็นการประมาทเลินเล่อและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

ย่อคำพิพากษา

น.ขับรถบรรทุกของโจทก์ผู้เป็นนายจ้างบรรทุกลังคอนเทนเนอร์ของบริษัท ช. ซึ่งรวมกับความสูงของรถบรรทุกแล้ว สูง 4.90 เมตร มาตามถนนราชปรารถมุ่งหน้าไปรังสิต เมื่อจะลอดใต้สะพานลอยสำหรับให้คนข้ามถนนที่จำเลยสร้างขึ้นและติดป้ายแสดงความสูงว่า 5 เมตร แต่ความจริงส่วนที่ใกล้เกาะกลางถนนมีความสูงจากพื้นถนน 4.90 เมตร น. ให้ ท. คนท้ายรถลงจากรถไปคอยดูว่ารถจะแล่นลอดใต้สะพานไปได้หรือไม่แล้ว น.ขับรถไปช้า ๆ ตามคำสั่งของ ท.เมื่อ ท.บอกให้หยุด น.ได้เหยียบห้ามล้อหยุดรถทันที แต่แรงเฉื่อยของสินค้าที่บรรทุกหนักทำให้รถแล่นไปอีกและส่วนสูงสุดของสินค้าเฉี่ยวชนคานสะพานลอยสินค้าที่โจทก์รับจ้างบรรทุกมาเสียหาย การกระทำดังกล่าวเป็นการใช้ความระมัดระวังแล้ว การที่จำเลยได้ทำการเสริมถนนให้เป็นหลังเต่าสูงขึ้นกว่าเดิมเพื่อป้องกันน้ำท่วมทำให้ความสูงของสะพานลอยน้อยกว่า 5 เมตร และจำเลยไม่ได้เปลี่ยนป้ายบอกความสูงของสะพานที่เกิดเหตุให้ตรงกับความเป็นจริง ทำให้ น.เชื่อว่าสะพานนั้นมีความสูง 5 เมตร ตามที่ปิดป้ายบอกไว้ เช่น สะพานลอย 6 สะพานที่ น.ขับลอดผ่านมาแล้ว การกระทำของจำเลยเป็นการประมาทเลินเล่อจำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ผู้รับช่วงสิทธิจากบริษัท ข. การที่ น.มิได้ขับรถในช่องทางเดินรถด้านซ้ายซึ่งติดกับขอบทางเท้าแต่ขับคร่อมเส้นแบ่งครึ่งช่องทางเดินรถช่องซ้ายและช่องขวาและบรรทุกสินค้าสูงกว่า 3 เมตร จากพื้นถนนโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานจราจร อันเป็นการฝ่าฝืนกฎกระทรวงมหาดไทยฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2522) ข้อ 1 (3) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 จนเป็นเหตุให้เกิดชนคานใต้สะพานลอยนั้นเป็นเพียงความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกซึ่งมิได้เป็นผลโดยตรงที่ก่อให้เกิดการละเมิดดังกล่าว และรถบรรทุกสิ่งของอาจจะบรรทุกสิ่งของสูงเกินกว่า 3 เมตร ได้หากได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ การที่โจทก์ใช้รถบรรทุกคอนเทนเนอร์สูงเกินกว่า 3 เมตร จึงมิได้เป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามของกฎหมายที่บัญญัติห้ามโดยเด็ดขาด โจทก์จึงมิได้ประมาทเลินเล่อแต่อย่างใด.(วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 6/2530 ทั้งสองวรรค)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.422 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.880 พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.18 พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.19 พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.35 พระราชบัญญัติจราจรทางบก ม.18 พระราชบัญญัติจราจรทางบก ม.19 พระราชบัญญัติจราจรทางบก ม.35

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน วิศวกรรมจราจร จัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ฯลฯ ได้ก่อสร้างสะพานลอยสำหรับประชาชนใช้เดินทางข้ามถนนซึ่งจำเลยต้องประกาศว่าระดับความสูงของสะพานลอยมีความสูงจากผิวจราจรเท่าใดเพื่อป้องกันมิให้เกิดอันตรายแก่ประชาชนหรือผู้ขนส่งของที่ความสูง แต่สะพานลอยสำหรับคนเดินข้ามถนนที่ถนนราชปรารถ จำเลยได้เขียนป้ายประกาศแจ้งความสูงของสะพานไว้ว่าสูง ๕ เมตร ทั้ง ๆ ที่มีความสูงจริงไม่ถึง ๕ เมตร เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๒๔ เวลากลางวัน โจทก์ได้บรรทุกสินค้า โดยรถยนต์บรรทุกจากท่าเรือคลองเตย จะไปส่งยังตำบลรังสิตโจทก์ได้วัดความสูงของรถรวมทั้งสินค้าที่บรรทุกแล้วมีความสูงไม่เกิน ๕ เมตรเมื่อลูกจ้างของโจทก์ขับรถบรรทุกสินค้ามาถึงบริเวณสะพานลอยดังกล่าวลูกจ้างของโจทก์เห็นป้ายบอกความสูงซึ่งจำเลยเขียนแสดงไว้ว่าสูงถึง ๕ เมตร จึงเชื่อโดยสุจริตและขับรถลอดไป แต่ปรากฏว่าลอดไม่ได้เป็นเหตุให้สินค้าที่บรรทุกมาคือ เครื่องอุปกรณ์ไฮโดรลิก และเครื่องปั่นไฮโดรลิกของเครื่องพับเหล็กไฮโดรลิกจากต่างประเทศได้รับความเสียหายซึ่งโจทก์ได้ชำระค่าเสียหายให้แก่เจ้าของสินค้าไปแล้วเป็นเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท การที่จำเลยปล่อยปละละเลยไม่ตรวจวัดความสูงของสะพานว่ามีเท่าใดแน่อันเป็นความประมาทเลินเล่อ ทั้งยังเขียนป้ายบอกความสูงอันเป็นเท็จทำให้โจทก์ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของสินค้าดังกล่าว จำเลยต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๔๓,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เดิมจำเลยก่อสร้างสะพานลอยคนเดินข้ามถนนราชปรารภ โดยมีความสูงเกินกว่า ๕ เมตร ต่อมาเกิดน้ำท่วมจึงได้เสริมพื้นถนนให้สูงขึ้นเป็นเหตุให้ความสูงของสะพานลอยดังกล่าวบางจุดสูงไม่ถึง ๕ เมตร การที่รถยนต์บรรทุกสินค้าของโจทก์เกิดอุบัติเหตุชนสะพานลอยเป็นความประมาทเลินเล่อของลูกจ้างโจทก์เอง เพราะบรรทุกสินค้าซึ่งเมื่อวัดรวมกับตัวรถแล้วมีความสูงเกินกว่า ๓ เมตร จากพื้นผิวถนนอันเป็นการฝ่าฝืนกฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๒๒) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ข้อ ๑ (๓) โดยลูกจ้างของโจทก์ได้ขับรถยนต์บรรทุกดังกล่าวแล่นมาด้วยความเร็วสูงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด และไม่ชะลอความเร็วของรถลงเพื่อตรวจดูความปลอดภัยที่เบื้องหน้าเสียก่อนเมื่อถึงสะพานลอยว่าจะสามารถขับรถลอดผ่านไปด้วยความปลอดภัยได้หรือไม่ แต่กลับขับรถไปตามช่องทางเดินรถด้านขวาอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา ๓๕ เป็นเหตุให้รถบรรทุกที่ลูกจ้างโจทก์ขับชนสะพานลอย การที่ลูกจ้างของโจทก์กระทำละเมิดต่อจำเลยในขณะที่ปฏิบัติงานในทางการที่จ้างทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย โจทก์ในฐานะนายจ้างจึงต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างของโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายในการซ่อมแซมสะพานลอยให้แก่จำเลย ขอให้พิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระเงินค่าเสียหายจำนวน ๘,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๒๔ ซึ่งเป็นวันทำละเมิดจนถึงวันฟ้องแย้งเป็นเงิน ๖๕๐ บาท และนับจากวันถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจากต้นเงิน ๘,๐๐๐ บาท จนกว่าโจทก์จะชำระเงินเสร็จแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งจำเลยว่า ความสูงของสะพานลอยโดยแท้จริงแล้วไม่ถึง ๕ เมตร ลูกจ้างของโจทก์ขับรถด้วยความระมัดระวังตลอดทางมิได้ทำผิดกฎหมาย และมิได้ประมาทเลินเล่อแต่อย่างใด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน ๔๓,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๕๐๐ บาทฟ้องแย้งของจำเลยให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ๑,๐๐๐ บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์จำเลยนำสืบรับฟังได้ต้องกันว่า เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๒๔ รถบรรทุกสินค้าของโจทก์คันหมายเลขทะเบียน ก.ท.๗๐ - ๑๘๔๓ ซึ่งบรรทุกลังคอนเทนเนอร์บรรจุเครื่องอุปกรณ์ไฮโดรลิกและเครื่องปั่นไฮโดรลิกของเครื่องพับเหล็กไฮโดรลิกจากท่าเรือคลองเตยเพื่อไปส่งให้บริษัทชาญนครวิศวกรรม จำกัด ที่ตำบลรังสิตได้แล่นลอดใต้สะพานลอยสำหรับคนข้ามถนนราชปรารภบริเวณประตูน้ำแต่ส่วนสูงของลังคอนเทนเนอร์เฉี่ยวชนใต้สะพานลอยเป็นเหตุให้สินค้าที่บรรจุอยู่ในคอนเทนเนอร์ได้รับความเสียหาย และในการเดินเผชิญสืบสะพานลอยที่เกิดเหตุของศาลได้ความว่าสะพานลอยที่เกิดเหตุมีป้ายบอกความสูงไว้ว่า ๕ เมตร จุดชนใต้สะพานลอยซึ่งอยู่ติดกับป้ายบอกความสูงของสะพานอยู่ในช่องทางเดินรถขวามือใกล้เกาะกลางถนน วัดความสูงจากพื้นดินถึงคานสะพานได้ ๔.๙๐ เมตร และวัดความสูงจากพื้นถนนในช่องทางเดินรถด้านซ้ายมือห่างริมถนนครึ่งเมตรได้ความสูงประมาณ ๕.๐๔ หรือ ๕.๐๕ เมตร และวัดความสูงจากผิวถนนตรงกลางช่องทางเดินรถซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างช่องทางเดินรถด้านซ้ายกับด้านขวาสูง ๔.๙๐ เมตร ถนนเกิดเหตุไม่มีเส้นแบ่งช่องทางเดินรถสำหรับรถประจำทางโดยเฉพาะมีปัญหาว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อ โจทก์มีนายหนูโพธิ์ เกนด่าน พนักงานขับรถบรรทุกของโจทก์วันเกิดเหตุ นายทวน โพธิบัลลังก์ และนายขันทอง ทองไพวรรณ มาเบิกความรับฟังได้ว่านายหนูโพธิ์ได้ขับรถออกจากท่าเรือคลองเตยตามหลังรถเทรลเลอร์ซึ่งวิ่งนำหน้า ๒ คัน มาตามถนนสุนทรโกษาเลี้ยวเข้าถนนพระราม ๔ และมาเลี้ยวขวาเข้าถนนราชดำริ รถได้ลอดใต้สะพานลอย ๖ แห่งแต่ละสะพานเขียนป้ายความสูงไว้ ๕.๐๐ เมตร รถแล่นผ่านไปได้ เมื่อมาถึงสะพานเกิดเหตุถนนไม่สม่ำเสมอด้านซ้ายต่ำมีร่องน้ำปรากฏตามภาพถ่ายหมาย จ.๑ ส่วนด้านขวาสูง ก่อนนายหนูโพธิ์ขับรถลอดใต้สะพานซึ่งมีป้ายบอกความสูงไว้ ๕ เมตร ได้แหงนมองดูใต้สะพานเห็นมีรอยถูกชน ๒ แห่ง เป็นรอยปูนกะเทาะปรากฏตามภาพถ่ายหมาย จ.๑ รถเทรลเลอร์ ๒ คันแรกผ่านไปได้ นายหนูโพธิ์ได้ให้นายทวนลงจากรถไปดูว่ารถจะแล่นลอดผ่านไปได้หรือไม่ ซึ่งได้กระทำการตรวจทุกครั้งที่มีการแล่นผ่านลอดสะพานลอย นายทวนลงไปดูแล้วเห็นใต้สะพานมีรอยถูกชนและผิวถนนที่เกิดเหตุโค้งเป็นหลังเต่า ด้านซ้ายต่ำเป็นร่องน้ำด้านขวาสูงขึ้นไป ขณะนั้นรถโจทก์ล้อขวาทับเส้นแบ่งถนนเป็น ๒ ช่อง รถโจทก์คร่อมเส้นแบ่งเพราะด้านซ้ายเป็นร่องน้ำชิดซ้ายไม่ได้ แต่ล้อซ้ายอยู่ห่างทางเดินเท้าด้านซ้าย ๑ เมตรนายทวนได้ให้สัญญาณนายหนูโพธิ์ว่าให้ค่อยไป แต่เมื่อบอกให้หยุด นายหนูโพธิ์ก็ห้ามล้อหยุดทันที แต่รถก็เลื่อนไปชนสะพานโดยส่วนสูงของสินค้าได้เฉี่ยวชนติดกับส่วนใต้ของสะพานลอย นายหนูโพธิ์จึงให้ปล่อยลมยางรถยนต์ทุกล้อ รถจึงลอดใต้สะพานที่เกิดเหตุไปได้ พิเคราะห์คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวแล้วน่าเชื่อว่าขณะนายหนูโพธิ์ขับรถจะลอดสะพานลอยที่เกิดเหตุ ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วกล่าวคือได้ให้นายทวนลงจากรถไปคอยดูว่ารถจะแล่นลอดใต้สะพานไปได้หรือไม่และในขณะแล่นจะลอดใต้สะพานก็ขับรถไปช้า ๆ ตามคำสั่งของนายทวน เมื่อนายทวนบอกให้หยุด ก็เหยียบห้ามล้อหยุดทันที ปรากฏตามคำเบิกความของนายศรีศักดิ์ สุวรรณโชติ ผู้ควบคุมการก่อสร้างของโจทก์และจบการศึกษาเป็นช่างก่อสร้างจากโรงเรียนอุเทนถวายพยานโจทก์ซึ่งไปตรวจสะพานที่เกิดเหตุ ว่าความเสียหายไม่กระทบกระเทือนส่วนอื่นหรือโครงสร้างของตัวสะพาน นายแสงตะวัน พลานันทกุลธรหัวหน้างานปรับปรุงและบูรณะสะพาน กองก่อสร้างและบูรณะสำนักการโยธากรุงเทพมหานครพยานจำเลยซึ่งจบวิศวกรรมศาสตร์สาขาวิศวกรรมโยธาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ไปตรวจความเสียหายของสะพานภายหลังโจทก์ฟ้องคดีนี้ก็มิได้เบิกความโต้แย้งคัดค้านพยานของโจทก์ดังกล่าวมาแล้วแต่อย่างใด หากรถโจทก์ไม่ได้ขับโดยระมัดระวังและแล่นมาด้วยความเร็วปกติแล้วย่อมเชื่อได้ว่าตรงจุดชนของสะพานจะต้องเสียหายถึงกับโครงสร้างของสะพานกระทบกระเทือนไม่อาจให้ประชาชนใช้เดินผ่านสัญจรไปมาได้ ซึ่งนายแสงตะวันยอมรับว่าขณะเบิกความยังไม่มีการซ่อมสะพานที่เกิดเหตุแต่อย่างใด แสดงว่าสะพานที่เกิดเหตุยังใช้สัญจรไปมาได้ การที่จำเลยได้มีการเสริมถนนให้เป็นหลังเต่าสูงขึ้นกว่าเดิมเพื่อป้องกันน้ำท่วมทำให้ความสูงของสะพานลอยสูงน้อยกว่า ๕ เมตรและจำเลยไม่ได้เปลี่ยนป้ายบอกความสูงของสะพานที่เกิดเหตุตามความเป็นจริงตามคำเบิกความของนายแสงตะวันทำให้นายหนูโพธิ์เชื่อว่าสะพานที่เกิดเหตุมีความสูง ๕ เมตร ตามที่ปิดป้ายบอกไว้เช่นสะพานลอยอื่น ๆ ที่นายหนูโพธิ์ขับลอดผ่านมาแล้ว และขับรถบรรทุกคอนเทนเนอร์ที่วัดจากผิวถนนถึงส่วนสูงของคอนเทนเนอร์สูง ๔.๙๐ เมตร เพื่อผ่านไปโดยการใช้ความระมัดระวังแล้วแต่ไม่สามารถผ่านไปได้ เพราะสินค้าบนรถเฉี่ยวชนสะพานลอย ดังนี้ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการประมาทเลินเล่อแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่จำเลยอ้างว่านายหนูโพธิ์มิได้ขับรถในช่องทางเดินรถด้านซ้ายซึ่งติดกับขอบทางเท้า หากแต่ขับคร่อมเส้นแบ่งครึ่งช่องทางเดินรถช่องซ้ายและช่องขวาเพราะช่องทางเดินรถช่องนี้ได้จัดไว้สำหรับรถบรรทุก หรือรถที่มีความเร็วช้าและการที่โจทก์บรรทุกสินค้าสูงกว่า ๓ เมตร จากพื้นถนนโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานจราจรอันเป็นการฝ่าฝืนกฎกระทรวงมหาดไทยฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๒๒) ข้อ ๑ (๓) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายขึ้นนั้น ย่อมถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ - มาตรา ๔๒๒ นั้น เห็นว่ารถบรรทุกของโจทก์เป็นรถที่มีความกว้างแม้จะขับชิดซ้ายให้ทางด้านซ้ายของตัวรถลอดผ่านได้ แต่ส่วนด้านขวาซึ่งล้อรถอยู่บนผิดจราจรที่เป็นหลังเต่า และสูงวัดถึงใต้สะพาน ๔.๙๐ เมตร ก็ไม่อาจแล่นผ่านลอดไปได้ ส่วนที่โจทก์ขับรถบรรทุกสิ่งของสูงเกินกว่า ๓ เมตรโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นเป็นเพียงความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกซึ่งมิได้เป็นผลโดยตรงที่ก่อให้เกิดการละเมิดในคดีนี้ และรถบรรทุกสิ่งของอาจจะบรรทุกสิ่งของสูงเกินกว่า ๓ เมตรได้หากได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว การที่โจทก์ใช้รถบรรทุกคอนเทนเนอร์สูงเกินกว่า ๓ เมตร จึงมิได้เป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามของกฎหมายที่บัญญัติห้ามโดยเด็ดขาด ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่าโจทก์มิได้ประมาทเลินเล่อแต่อย่างใด ข้ออ้างของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2289/2530 องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ โจทก์ กรุงเทพมหานคร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ · จำเลย - กรุงเทพมหานคร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ เกิดลาภผล · สาระ เสาวมล · สุนทร จันทรศักดิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายทองเลื่อน พูลพิพัฒน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุทิน นนทแก้ว
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 265/2534ฎีกา 246/2522
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา