คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 242/2530
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การก่อสร้างดัดแปลงอาคารที่ฝ่าฝืนข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2522 ข้อ 35 ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
2. ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจฟ้องให้รื้อถอนอาคารที่ดัดแปลงต่อเติมโดยฝ่าฝืนกฎหมายได้
3. การฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้รื้อถอนอาคารที่ผิดกฎหมาย ไม่ใช่การละเมิด จึงไม่อาจอ้างอายุความ 1 ปี ในคดีละเมิดมาใช้ได้
ย่อคำพิพากษา
อาคารของจำเลยมีพื้นที่ทั้งหมดของห้องที่มีชั้นลอย 48 ตารางเมตรมีชั้นลอยพื้นที่ 16 ตารางเมตรอยู่แล้ว จำเลยก่อสร้างเพิ่มเติมชั้นลอยอีกเท่าหนึ่งรวมเป็นเนื้อที่ 32 ตารางเมตร จึงเกินร้อยละสี่สิบของพื้นที่ทั้งหมดของห้องนั้นตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2522 ข้อ 35 แล้ว
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รื้อถอนอาคารที่ดัดแปลงต่อเติมฝ่าฝืนต่อข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครได้
การที่จำเลยฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่สั่งให้รื้อถอนอาคารภายในระยะเวลาที่กำหนด มิใช่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ใด จำเลยจึงจะอ้างอายุความ 1 ปี ในเรื่องละเมิดมาใช้ในกรณีเจ้าพนักงานท้องถิ่นฟ้องให้จำเลยรื้อถอนอาคารหาได้ไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยดัดแปลงต่อเติมอาคารโดยก่อคอนกรีตเสริมเหล็กปิดปกคลุมที่ว่างที่ใช้เป็นทางเดินหลังอาหาร และต่อเติมพื้นชั้นลอยมีเนื้อที่เกินร้อยละสี่สิบของพื้นที่ทั้งหมดของห้องนั้น เป็นการฝ่าฝืนข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ข้อ ๗๖ (๔) และข้อ ๓๕ เจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีหนังสือสั่งให้จำเลยระงับการก่อสร้าง แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตาม จึงได้ดำเนินคดีกับจำเลยและศาลพิพากษาลงโทษปรับจำเลยแล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีคำสั่งเป็นหนังสือให้จำเลยรื้อถอนอาคารส่วนที่ต่อเติม แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้พิพากษาบังคับจำเลยรื้อถอนอาคารส่วนที่ต่อเติมดังกล่าว
จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องขาดอายุความเพราะฟ้องพ้นกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่แจ้งให้จำเลยรื้อถอน และการต่อเติมอาคารและพื้นชั้นลอยไม่ฝ่าฝืนข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะพื้นชั้นลอยที่ต่อเติมไม่เกินร้อยละสี่สิบของพื้นที่ทั้งหมดของอาคาร
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนอาคารส่วนที่ต่อเติม
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า จำเลยไม่ได้ฝ่าฝืนข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ข้อ ๓๕ เพราะจำเลยต่อเติมพื้นชั้นลอยออกมาเพียงหนึ่งในสามของเนื้อที่อาคาร คิดคำนวณแล้วเพียงร้อยละ ๓๓.๓๓ เท่านั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ตามข้อบัญญัติดังกล่าวระบุเกี่ยวกับเรื่องชั้นลอย หรือพื้นระหว่างชั้นของอาคารไว้ว่า ".......... ต้องมีเนื้อที่ไม่เกินร้อยละสี่สิบของพื้นที่ทั้งหมดของห้องนั้น ๆ ........." อาคารของจำเลยมีพื้นที่ทั้งหมดของห้องที่มีชั้นลอย ๔๘ ตารางเมตร มีชั้นลอยพื้นที่ ๑๖ ตารางเมตรอยู่แล้ว จำเลยก่อสร้างเพิ่มเติมชั้นลอยอีกเท่าหนึ่งรวมเป็นเนื้อที่ ๓๒ ตารางเมตร จึงเกินร้อยละสี่สิบของพื้นที่ทั้งหมด
จำเลยฎีกาข้อต่อไปว่า ผู้ที่ดำเนินคดีนี้ได้คือเทศบาลกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์เป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ตามมาตรา ๔๒ วรรคสามแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว
จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า การกระทำของจำเลยเป็นละเมิด คดีขาดอายุความ ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่สั่งให้รื้อถอนอาคารภายในระยะเวลาที่กำหนด มิใช่กระทำละเมิดต่อผู้ใด จะอ้างอายุความ ๑ ปีในเรื่องละเมิดมาใช้ในคดีนี้หาได้ไม่ ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 242/2530
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โจทก์
นายต่อศักดิ์ ศักดิ์วีระเดชกุล จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร · จำเลย - นายต่อศักดิ์ ศักดิ์วีระเดชกุล |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อำนวย เปล่งวิทยา · สุชาติ จิวะชาติ · เสรี แสงศิลป์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายก้าน อันนานนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุเทพ กิจสวัสดิ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา