คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2524/2530
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
กรมศุลกากรมีอำนาจหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาล รวมถึงการฟ้องร้องบังคับคดี เมื่อผู้ประกอบการค้านำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนด
ย่อคำพิพากษา
ในกรณีที่ผู้ประกอบการค้านำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรประมวลรัษฎากร มาตรา 78 เอกาทศ และมาตรา 78 ทวาทศ ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนดให้กรมศุลกากรเรียกเก็บภาษีการค้าเพื่อกรมสรรพากรได้ ผลจึงเท่ากับว่าในกรณีที่ผู้ประกอบการค้านำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรนั้น กรมศุลกากรมีอำนาจหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลตามกฎหมาย ซึ่งย่อมจะต้องรวมตลอดถึงการฟ้องร้องด้วย.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นกรมในสังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดเก็บอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร รวมทั้งภาษีการค้าภาษีบำรุงเทศบาล ตามที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลัง จำเลยสั่งและนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร โดยแสดงราคาสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริง จำเลยจึงต้องชำระอากรขาเข้า ภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาลเพิ่มอีก และจำเลยต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละหนึ่งต่อเดือน จึงขอให้พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๑๗,๘๕๔ บาท ๘๐ สตางค์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๑๗,๘๕๔ บาท ๘๐ สตางค์ ยกคำขออื่น
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ฟ้องโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลยชำระภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาลพร้อมเงินเพิ่มให้ยก กับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในจำนวนเงินภาษีอากรและเงินเพิ่มที่จำเลยจะต้องรับผิด นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กล่าวโดยทั่วไปการจัดเก็บภาษีการค้า และภาษีบำรุงเทศบาลนั้น อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรมสรรพากร ตามประมวลรัษฎากรแต่ในกรณีที่ผู้ประกอบการค้านำสินค้าเข้าในราชอาณาจักรนั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา ๗๘ เอกาทศ และมาตรา ๗๘ ทวาทศ ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนดให้กรมศุลกากรเรียกเก็บภาษีการค้าเพื่อกรมสรรพากรได้ ผลจึงเท่ากับว่าในกรณีที่ผู้ประกอบการค้านำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรนั้น กรมศุลกากรมีอำนาจหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลตามกฎหมาย ซึ่งย่อมจะต้องรวมตลอดถึงการฟ้องร้องด้วยนั่นเอง กรมศุลกากรมิใช่มีฐานะเป็นเพียงตัวแทนผู้รับมอบอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในลักษณะตัวแทนดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยดังนั้นโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
อย่างไรก็ดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับแต่วันฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าประมวลรัษฎากรได้บัญญัติทางแก้ในกรณีที่ผู้ประกอบการค้าผิดนัดไม่ชำระหนี้ไว้โดยเฉพาะแล้วตาม มาตรา ๘๙ ทวิ โดยกำหนดให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๑ ต่อเดือนหรือเศษของเดือน แต่มิให้เกินจำนวนภาษีที่จะต้องชำระ ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับจากวันฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ อีก ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ถึงแม้จำเลยจะไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกปัญหาข้อนี้ขึ้นวินิจฉัยได้
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2524/2530
กรมศุลกากร โจทก์
นายสันติ แซ่หั่น หรือมหันต์ เชิดชูวงศ์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - กรมศุลกากร · จำเลย - นายสันติ แซ่หั่น หรือมหันต์ เชิดชูวงศ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชูเชิด รักตะบุตร์ · ธิรพันธุ์ รัศมิทัต · สง่า ศิลปประสิทธิ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายสถิตย์ สิทธิลักษณ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายเดชา สุวรรณโณ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา