⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2682-2683/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2682-2683/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การปิดประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม ณ ที่ว่าการอำเภอและที่ทำการกำนันในท้องที่ซึ่งเกี่ยวข้อง ถือว่าเป็นการประกาศใช้บังคับกฎหมายแล้ว. การที่ศาลสั่งรวมพิจารณาคดีของจำเลยที่ 3 ในความผิดต่างกรรมกัน ไม่ถือเป็นการพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ระบุในฟ้องว่าเหตุเกิดที่ตำบลใดไม่ปรากฏชัด อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี และตำบลดอนยาง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร เมื่อได้ปิดประกาศสำเนาพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม (ฉบับที่2) พ.ศ.2510 ซึ่งกำหนดไม้ชาเรียน หรือทุเรียนป่าเป็นไม้หวงห้าม ณ ที่ว่าการอำเภอปะทิวและที่ทำการกำนัน ตำบลดอนยาง อันเป็นที่เกิดเหตุแห่งหนึ่งแล้ว ถือได้ว่าได้มีการปิดประกาศสำเนาพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้ามดังกล่าวในท้องที่ซึ่งเกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 5 แล้ว โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 สองสำนวนในความผิดต่างกรรมกันศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณา มิใช่กรณีศาลพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยอีกในการกระทำอันเดียวกัน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการฟ้องซ้ำ.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.25 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ม.5

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่าจำเลยได้ร่วมกันมีไม้ชาเรียนหรือทุเรียนป่า ๗ ท่อน รวมปริมาตร ๑๓.๔๖ ลูกบาศก์เมตร และ ๘ ท่อน รวมปริมาตร ๑๗.๘๒ ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามไว้ในความครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โดยจำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าของและครอบครองร่วมกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แล้วจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ใช้รถยนต์สิบล้อบรรทุกไม้หวงห้ามดังกล่าวพาเคลื่อนที่ไปให้พ้นเขตอำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อไปยังกรุงเทพมหานคร โดยรู้อยู่แล้วว่าไม้ดังกล่าวเป็นไม้ที่จำเลยที่ ๓ ได้มาโดยการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ เหตุเกิดที่ตำบลใดไม่ปรากฏชัด อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานีและตำบลดอนยาง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร เกี่ยวพันกันขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๖๙, ๗๐, ๗๔, ๗๔จัตวา ฯลฯ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๖๙, ๗๐, ๗๔ ฯลฯ จำคุกจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ คนละ๑ ปี ส่วนจำเลยที่ ๓ กระทำผิดต่างกรรมกัน ให้จำคุกกระทงละ ๑ ปีรวม ๒ กระทง จำคุก ๒ ปี ริบไม้ของกลาง คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสามกระทำผิดตามฟ้องแล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ที่จำเลยทั้งสามแก้ฎีกาว่าพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๑๐ ซึ่งกำหนดไม้ชาเรียนหรือทุเรียนป่าเป็นไม้หวงห้ามนั้น ไม่ปรากฏว่าได้มีการปิดประกาศสำเนาพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ณ ที่ว่าการอำเภอที่ทำการกำนันหรือที่สาธารณสถาน จึงลงโทษจำเลยไม่ได้นั้นเห็นว่า พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๕ บัญญัติว่า 'พระราชกฤษฎีกาหรือประกาศรัฐมนตรีซึ่งกำหนดขึ้นตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ให้คัดสำเนาประกาศไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอ และที่ทำการกำนันหรือที่สาธารณสถานในท้องที่ซึ่งเกี่ยวข้อง' แม้ไม่ปรากฏว่า ได้คัดสำเนาพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวปิดไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการกำนันหรือที่สาธารณสถานในท้องที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ได้ความจากนายสมบุญ หัสไทย ซึ่งเป็นกำนันตำบลดอนยาง อำเภอปะทิวว่าได้ปิดสำเนาพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ณ ที่ว่าการอำเภอปะทิวที่ทำการกำนันตำบลดอนยาง และที่ทำการกำนันตำบลอื่นในท้องที่อำเภอปะทิวแล้ว เห็นว่า คดีนี้โจทก์ระบุในฟ้องว่า เหตุเกิดที่ตำบลใดไม่ปรากฏชัดอำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี และตำบลดอนยาง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร เมื่อได้ปิดประกาศสำเนาพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้ามดังกล่าว ณ ที่ว่าการอำเภอปะทิว และที่ทำการกำนันตำบลดอนยาง อันเป็นท้องที่เกิดเหตุ แห่งหนึ่งแล้ว ก็ถือได้ว่าได้มีการปิดประกาศสำเนาพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้ามดังกล่าวในท้องที่ซึ่งเกี่ยวข้อง ตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่จำเลยทั้งสามแก้ฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า คดีทั้งสองสำนวนนี้เป็นคดีเดียวกัน ไม้ของกลางเป็นไม้รายเดียวกัน นำมาจากสถานที่เดียวกันจึงถือเป็นคดีเดียวกัน โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๓ ทั้งสองสำนวนจึงเป็นฟ้องซ้ำกัน เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๓ สองสำนวนในความผิดต่างกรรมกันศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณา มิใช่กรณีศาลพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องจำเลยอีกในการกระทำอันเดียวกันจึงถือไม่ได้ว่าเป็นฟ้องซ้ำ ฯลฯ พิพากษากลับ ให้บังคับคดีลงโทษจำเลยทั้งสามไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2682 - 2683/2530 พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร โจทก์ นายจรงค์ อุดมดี กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร · จำเลย - นายจรงค์ อุดมดี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ถวิล ทองสว่างรัตน์ · จุนท์ จันทวงศ์ · ปชา วรธรรมพินิจ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชุมพร - นายสุจินต์ สรรเพ็ชร์นิยม · ศาลอุทธรณ์ - นายนิธิ ไขแสง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 9114/2552ฎีกา 1656/2512ฎีกา 19406/2555ฎีกา 1146/2526ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1124/2496ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1411/2499ฎีกา 1220/2510ฎีกา 1979/2521ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 884/2484ฎีกา 1499/2531ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 3864/2546ฎีกา 801/2503
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา